จากการเจาะลึกของทีมข่าวสืบสวนสอบสวน พบข้อเท็จจริงเบื้องหลังที่น่าตกใจเกี่ยวกับกรณีที่ผู้เสียหาย 5 รายแรกยอม "ถอนแจ้งความ"
โดยแหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่เปิดเผยว่า นี่ไม่ใช่การคืนเงินทั้งหมดที่ถูกหลอกไป แต่เป็นกลยุทธ์ "ซื้อเวลา" ของนักการเมืองท้องถิ่น โดยข้อตกลงลับหลังบ้านพบว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้ส่งเครือข่ายนำเงินสดมาวางเยียวยาให้เหยื่อก่อนรายละ 50,000 บาท
โดยมีเงื่อนไขผูกมัดทางนิตินัยและพฤตินัยว่า “ภายในระยะเวลา 2 ปีนับจากนี้ ห้ามผู้เสียหายนำเรื่องนี้ไปขุดคุ้ย พูดต่อ หรือให้ข่าวกับสื่อมวลชนเด็ดขาด” เพื่อแลกกับการสัญญาว่าจะทยอยจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ครบในภายหลัง
กลยุทธ์ดังกล่าวทำขึ้นเพื่อลดกระแสสังคม บรรเทาความเชี่ยวกรำของพนักงานสอบสวน และป้องกันไม่ให้พฤติการณ์เข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน” ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้และมีอัตราโทษจำคุกสูง รวมถึงเพื่อป้องกันไม่ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาดำเนินการอายัดทรัพย์สิน
ทางด้านแหล่งข่าวจากชุดสอบสวน สภ.ควนกาหลง เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนแน่นหนา และได้ทำการออกหมายเรียกครั้งที่ 1 แก่ผู้เกี่ยวข้องรายสำคัญแล้วจำนวน 2 ราย โดย 1 ในนั้นคือ "อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่ง" ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ที่ถูกชาวบ้านซัดทอด ทว่าสถานะล่าสุดของ "อดีตนายก อบต. รายนี้" ได้หลบหนีออกจากพื้นที่จังหวัดสตูลไปแล้วตั้งแต่วันที่ชาวบ้านรวมตัวประท้วง และปัจจุบันยังไม่สามารถติดต่อได้โดยตรง
เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุชัดเจนว่า คดีนี้เป็นนโยบายเด็ดขาด หากผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามกำหนดเวลาในหมายเรียก ขั้นตอนต่อไปจะดำเนินการ "ขออนุมัติศาลจังหวัดสตูลเพื่อออกหมายจับทันที" โดยไม่มีข้อยกเว้น แม้จะมีการเคลียร์เงินนอกรอบกับชาวบ้านไปบ้างแล้วก็ตาม แต่คดีอาญาในส่วนที่ยอมความไม่ได้ยังต้องดำเนินกระบวนการตามกฎหมายต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังมีผู้เสียหายอีกนับสิบรายในพื้นที่อำเภอละงู และจังหวัดตรัง ที่ยังคง "เก็บตัวเงียบ" เนื่องจากความอับอายและหวาดกลัวอิทธิพลมืด รวมถึงกำลังประสบปัญหาวิกฤตทางการเงินตกอยู่ในสภาพมืดแปดด้านต้องผ่อนดอกเบี้ยรายวัน ซึ่งทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสตูลได้ประกาศเปิดประตูรับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติม เพื่อทลายขบวนการซื้อขายตำแหน่งนี้ให้สิ้นซาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดเริ่มต้นของการทุจริตในขบวนการนี้ เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2564 - 2565 กลุ่มขบวนการเริ่มออกอาละวาดในพื้นที่ อ.ควนกาหลง อ.ละงู อ.เมืองสตูล และ จ.ตรัง โดยทำทีชักชวนเหยื่อที่มีลูกหลานจบการศึกษาระดับปริญญาตรี พร้อมอ้างว่ามีคำเฉลยข้อสอบและมี "ช่องทางพิเศษ" ในการฝากเข้าราชการ โดยมีการเรียกรับเงินรายละ 300,000 - 700,000 บาท ซึ่งเหยื่อบางรายถึงขั้นหอบซองน้ำตาลบรรจุเงินสดไปจ่ายให้ถึงบ้านพักของ "อดีตนายก อบต." โดยคาดว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อรวมกันไม่ต่ำกว่า 80 ราย
ต่อมาในช่วงปี 2565 ถึงต้นปี 2569 แม้จะผ่านการจัดสอบท้องถิ่นมาหลายรอบ แต่ลูกหลานของชาวบ้านกลับไม่มีรายชื่อได้รับการบรรจุแต่งตั้งเลยแม้แต่คนเดียว เมื่อชาวบ้านทวงถามซ้ำ ๆ กลับถูกกลุ่มขบวนการอ้างว่า "กำลังดูแลรายชื่อย้อนหลังให้"
จนกระทั่งสุดท้ายความจริงปรากฏ ชาวบ้านต้องแบกรับหนี้สินและดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ไหวจนหลังชนฝา จึงตัดสินใจเปิดหน้าชน แฉพฤติการณ์กลางที่ว่าการอำเภอ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 โดยตัวแทนชาวบ้านกว่า 10 ราย ได้รวมตัวเข้าแจ้งความที่ สภ.ควนกาหลง ก่อนจะหอบหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อ นายปารเมศ เห้งสวัสดิ์ นายอำเภอควนกาหลง เพื่อส่งหนังสือรายงานตรงถึงผู้ว่าราชการจังหวัด และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4)
จากนั้นในช่วงเดือน พฤษภาคม - มิถุนายน 2569 หลังจากตกเป็นข่าวใหญ่ทางสื่อมวลชน อดีตผู้นำท้องถิ่นจึงได้ส่งตัวกลางประสานไปยังเหยื่อบางส่วน แอบตั้งโต๊ะเจรจาไกล่เกลี่ยนอกรอบ เพื่อดึงเรื่องไม่ให้ขยายผลเป็นคดีฟอกเงินหรือคดีฉ้อโกงประชาชน จนกระทั่งนำมาสู่การออกหมายเรียกตัวการใหญ่ในที่สุด