เนชั่นทีวี

ข่าว

สภาฯ เอกฉันท์ 462 เสียง รับหลักการ พ.ร.บ.โอนงบฯ 10,328 ล้าน

25 มิ.ย. 2569 | katchatapong_lee

สภาฯ เอกฉันท์ 462 เสียง รับหลักการ พ.ร.บ.โอนงบฯ 10,328 ล้าน

สภาฯ เอกฉันท์ 462 เสียง รับหลักการ พ.ร.บ.โอนงบฯ 10,328 ล้านรองรับความมั่นคงเศรษฐกิจ – ฝ่ายค้าน เย้ย เป็น พ.ร.บ.เป็ดง่อย งบน้อยฯ-ล่าช้า แก้เขิน-แก้ต่าง

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเอกฉันท์ 462 เสียง รับหลักการร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 กรอบงบประมาณ 10,328 ล้านบาท ในวาระที่ 1 พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 25 คน เพื่อปรับแก้ในชั้นกรรมาธิการฯ โดยกำหนดแปรญัตติจำนวน 1 วัน เริ่มการประชุมนัดแรก 26 มิถุนายนนี้

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า ในปีงบประมาณ 2569 ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการเศรษฐกิจ และสังคม รัฐบาลจึงมีภารกิจเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ส่งผลให้งบกลางสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นกว่า 99,000 ล้านบาทไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องโอนงบประมาณรายจ่ายบางรายการจากหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นรายจ่ายประจำที่ไม่มีการเบิกจ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา ฝึกอบรม ประชาสัมพันธ์ และการเดินทางไปราชการต่างประเทศ และงบประมาณไม่มีข้อผูกพัน หรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ มาไว้ที่งบกลางฯ มาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินให้ทันต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การออกพระราชบัญญัติโอนงบฯ ครั้งนี้ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลัง พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 มีประสิทธิภาพ และความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาให้ทันต่อสถานการณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน จึงหวังว่า สภาผู้แทนราษฎร จะให้การสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ เพื่อให้รัฐบาลนำงบประมาณแผ่นดินไปดำเนินการในเรื่องที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความคุ้มค่าโปร่งใสและเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประเทศชาติ

จากนั้น ที่ประชุมฯ ได้เปิดโอกาสให้ สส.ได้อภิปราย โดย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เห็นว่า ร่างโอนงบประมาณฉบับนี้ ไม่ได้รองรับวิกฤตพลังงาน หรือวิกฤตค่าครองชีพ แต่เป็นการแต่รองรับวิกฤตรัฐบาล ที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง จะต้องรวมเงินเพื่อรองรับภาระหนี้ที่กำลังรออยู่ในอนาคต ซึ่งตนเองเคยเตือนรัฐบาลแล้วว่า การโอนงบประมาณครั้งนี้ อาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเหลือเวลาการใช้งบประมาณ 2569 ไม่มากก่อนขึ้นปีงบประมาณใหม่ จึงตั้งข้อสังเกตว่า การโอนงบประมาณครั้งนี้ รัฐบาลกำลังช็อตเงินหรือไม่ เพราะยังมีภาระหนี้ของรัฐบาลที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบจำนวนมาก ทั้งหนี้รถไฟฟ้าสายสีส้ม ค่าโง่คลองด่าน งบประมาณสำหรับการเยียวยาภัยพิบัติ และความมั่นคงชายแดน รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมาก

 

นางสาวศิริกัญญา ยังอภิปรายถึงงบประมาณที่ถูกโอนว่า 93% ของงบประมาณที่ถูกโอน เป็นรายจ่ายการลงทุน ซึ่งหากนำไปเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ น่าจะเกิดเป็นเม็ดเงินมากกว่าการนำไปแจก พร้อมยังตั้งข้อสังเกตที่รัฐบาลอ้างเป็นการรองรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในอนาคต แต่รัฐบาลกลับนำงบประมาณจากแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และตัดงบประมาณในส่วนที่ไม่ควรตัด และยังพบโครงการต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้มีการลงนามสัญญา แต่ไม่ถูกปรับโอนงบประมาณ รวมถึงไม่ได้มีการโอนงบประมาณจากศาล และองค์กรอิสระ ทั้งที่หน่วยงานเหล่านี้ มีโครงการต่าง ๆ ที่ปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้า และการลงนามสัญญา รวมถึงยังมีงบประมาณที่ยังไม่มีความจำเป็น และใช้จ่ายเกินไป แต่รัฐบาลกลับไม่กล้าตัดงบประมาณดังกล่าว

 

นางสาวศิริกัญญา ยังเห็นว่า ร่างโอนงบประมาณครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือน หากรัฐบาลเป็นบริษัทเอกชน ถือว่า มีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เพราะใช้จ่ายเกินตัว ติดหนี้ทั้งจากคู่ค้า และคู่ความ และที่น่าเสียดาย ที่กรรมาธิการฯ จะไม่สามารถแก้ไขตัวกฎหมายได้ เพราะติดปัญหารัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ที่ไม่สามารถปรับลดหรือปรับเพิ่มได้ แต่ก็ยังคงมีความจำเป็นที่สภาผู้แทนราษฎร จะต้องให้ข้อสังเกตต่อการโอนงบประมาณครั้งนี้

 

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณฯ ฉบับนี้ เป็นโอกาสของรัฐบาลในการบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ และปรับการใช้งบประมาณให้ตรงความต้องการของประเทศ จากสงครามตะวันออกกลาง เป็นเหตุให้ราคาพลังงานสูงขึ้น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เหมือนเป็นง่อยมีผลต่อประเทศ และการช่วยเหลือประชาชนน้อยมาก เพราะเมื่อดูรายละเอียดในการโอนงบประมาณแล้ว เหมือนเด็กมาเล่นขายของ ทั้งวงเงินงบประมาณน้อย และออกมาในเวลาที่ช้า จึงเป็นคำถามที่ว่า รัฐบาลจะดำเนินการไปเพื่ออะไร ซึ่งตนเชื่อว่า เป็นการแก้เขินจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และเป็นการแก้ต่างกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเงื่อนไขสำคัญในการออกพระราชกำหนดเงินกู้ จะต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน จึงแก้ต่างด้วยการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลใช้ทุกเครื่องมือแล้ว

 

นายกรณ์ ยังเห็นว่า สภาวการณ์เศรษฐกิจโดยรวม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ได้ปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจจาก 1% เป็น 2% สถานการณ์คลังรัฐบาลเป็นไปตามเป้าหมาย การจัดเก็บภาษีตรงเป้า และปัญหาราคาพลังงานคลี่คลายแล้ว ไม่มีเงื่อนไขความมั่นคงทางเศรษฐกิจในการตราพระราชกำหนดเงินกู้ฯ ที่ผ่านมาของรัฐบาล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดวินิจฉัยพระราชกำหนดเงินกู้ฯ ดังกล่าว ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้แล้ว ฉะนั้น จึงขอแนะนำรัฐบาล เมื่อโอนงบประมาณแล้ว อย่าเพิ่งรีบใช้ เผื่อไม่มีพระราชกำหนดเงินกู้ฯ ในมือพระราชบัญญัติโอนงบประมาณฯ ฉบับนี้จะมีคุณค่าทันที

 

ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงสาเหตุการโอนงบประมาณได้น้อยเพียง 10,300 ล้านบาทเท่านั้นว่า รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.เงินคงคลัง มาตรา 7 บอกว่า หากรัฐบาลมีการนำเงินคงคลังไปใช้ สามารถนำไปใช้ได้ตามความจำเป็น ของรัฐบาลแต่เมื่อใช้แล้วก็จำเป็นจะต้องนำมาใช้คืนเงินคงคลัง ซึ่งเงินคงคลังเมื่อปีงบประมาณ 68 ก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามาถูกนำไปใช้ 71,000 ล้านบาท เอาไปใช้เบี้ยวัด บำเหน็จ บำนาญ ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ที่ตั้งงบประมาณปีนั้นไม่พอ ก็จำเป็นต้องไปขอยืมเงินคงคลังเอามาใช้ก่อนในปี 68 เมื่อนำไปใช้แล้วในตัว พ.ร.บ.เงินคงคลัง มาตรา 7 ได้กำหนดไว้ว่าเมื่อนำไปใช้แล้ว จะต้องไปตั้งใช้คืน ใน 3 พ.ร.บ. ซึ่ง พ.ร.บ.ไหนถึงก่อนก็ใช้อันนั้น คือ 1. พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2.พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมระหว่างปี และ 3.พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องรอให้มีการตั้งงบประมาณปี 70 ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน ไม่เช่นนั้นเงิน 71,000 ล้านบาท จะต้องถูกใช้หากมีการตั้ง พ.ร.บ. โอนงบประมาณในเดือนเมษายน

 

ส่วนทำไมได้เงินน้อยนั้น นายภราดร ชี้แจงว่า เมื่อรัฐบาลประกาศไปว่า มีการโอนงบประมาณกลับ สส.ก็พูดเองว่า ไม่มีหน่วยงานไหนเมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณ ไปแล้วหรือได้รับการกำหนดวงเงินงบประมาณไปแล้ว จะคืนเงินงบประมาณมา เขาก็มีภารกิจที่ต้องไปทำ นั่นคือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ทันทีที่รัฐบาลประกาศ สิ่งที่เกิดขึ้นคือหน่วยรับงบประมาณ หรือหน่วยงานรัฐทั้งหลายก็มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายหลังจากที่รัฐบาลประกาศ คือในช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค. อย่างไรก็ตาม หน่วยรับงบประมาณต่างๆก็เร่งรัดในการที่จะเบิกจ่าย เพื่อนำเงินที่เบิกจ่ายนี้หมุนเวียนอยู่ในระบบ

       

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ส่วนว่าทำไมบางรายการไม่สมควรตัด ก็มาตัด ซึ่งหลายคนพูดถึงงบบูรณาการน้ำ หรือในกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่จะไปแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วมในระยะยาว เหตุผลในการตัดเพราะเราได้กำหนดเกณฑ์ในการตัด ซึ่งรายจ่ายลงทุนในงบประมาณ ที่มีทั้งรายการปีเดียวและรายการผูกพัน ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดคือโครงการที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคาได้ แต่การตัดลดงบประมาณของเขาลงมา หรือการโอนเขากลับมาจะไม่ไปกระทบตัวโครงการที่ได้รับการจัดสรรไปแล้วในปี 69 แต่เป็นการปรับลดตัวเลขและตัวโครงการยังอยู่จะต้องไปใช้เงินในปีถัดไป

 

นายภราดร กล่าวว่า บางองค์กรทำไมถึงไม่ถูกโอนงบประมาณกลับมา ที่ได้มีการยกตัวอย่างถึงองค์กรอิสระต่างๆ เหตุผลคือมีรัฐธรรมนูญในมาตรา 141 วรรค 2 ประกอบกับข้อสังเกตของกรรมาธิการกฤษฎีกาคณะที่ 12 สรุปรวมได้ว่าเมื่อเงินงบประมาณจัดสรรไปให้กับหน่วยรับคือองค์กรอิสระเหล่านี้ จะถือเป็นเงินอุดหนุน เราไม่สามารถดึงกลับมาได้เมื่อได้รับการจัดสรรไปแล้ว หากมีการถามอีกว่าทำไมรัฐสภาถึงสามารถโอนได้ เพราะยังไม่ได้จัดสรรให้จึงสามารถโอนกลับมาได้ ส่วนที่มีการถามว่าหากโอนแล้วเงิน 10,300 ล้านบาท จะนำไปทำอะไรนั้น ตัวพ.ร.บ. กำหนดเอาไว้ว่าจะเอาไปใส่ในงบกลาง ในส่วนของจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งงบกลางขณะนี้เหลือ ประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่ภารกิจหน้าที่หรือส่วนต่างๆที่ยังจำเป็นต้องใช้เงินและไม่ได้ตั้งอยู่ในงบประมาณปี 69 ยังมีอีกหลายเรื่อง

 

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า ตนเองพร้อมสนับสนุนและรับหลักการร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณด้วยความผิดหวัง เพราะวิกฤตที่เกิดขึ้นจากภาวะสงคราม นำมาสู่วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ ถือเป็นความท้าทายของประเทศ พร้อมยอมรับว่า ตนเองสนับสนุน ความตั้งใจของรัฐบาลที่เขียนเรื่องการออกกฎหมาย โอนงบประมาณ ไว้ในนโยบาย เพราะสะท้อนได้ดีที่สุดว่า รัฐบาลจะบริหารจัดการประเทศในภาวะวิกฤตแบบไหนอย่างไร โดยที่ในการแถลงนโยบาย รัฐบาล ไม่ได้พูดถึงการกู้เงินแต่เหมือน จึงเป็นการส่งสัญญาณกับสภาผู้แทนราษฎรว่าเดือนเมษายน  รัฐบาลจะทบทวนการใช้เงิน ที่มาจากภาษีของประชาชนอย่างไร เพื่อแก้วิกฤตให้ดีที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ จึงสนับสนุนแนวคิดนี้ และเชื่อว่าหากในวันนั้น รัฐบาลตั้งใจมุ่งเป้าไปสู่การลดต้นทุนทางพลังงานและช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างเร็ว และการโอนงบประมาณเพื่อรองรับสถานการณ์ ซึ่งในตอนนั้นรัฐบาลส่งสัญญาณ จะเป็นงบประมาณราว 100,000 ล้านบาท เชื่อว่าหากเป็นเช่นนี้ในวันนี้ไม่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท แม้รัฐบาลจะบอกว่าการกู้เงิน จะไม่เป็นภาระของประชาชน เพราะรัฐบาลจะเป็นผู้ใช้หนี้เอง ด้วยดอกเบี้ยต่ำเพียงแค่ร้อยละ 1.2  ทำให้นายอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามกลับไปยังรัฐบาล ว่ารัฐบาล นำเงินจากไหน มาใช้หนี้ หากไม่ใช่เงินจากผู้ที่เสียภาษีให้กับประเทศ

 

นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ คาดหวังรัฐบาลใช้เครื่องมือของกฎหมายโอนงบฯ ฉบับนี้ เป็นเครื่องมือสำคัญ แต่สุดท้ายจากแสนล้านบาท เหลือหมื่นล้านบาท และล่าช้ามาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อตนฟังคำอธิบาย จากนายภราดร เรื่องความล่าช้าและไปเกี่ยวพันกับความสามารถในการโอนงบก็ต้องยอมรับว่า แปลกใจ เพราะอ้างกฎหมายทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายเงินคงคลัง หลักการของบทบัญญัติบอกเพียงว่า ฝ่ายบริหารจะใช้เงินได้สภาฯ ต้องเป็นผู้อนุมัติ แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน มีหนี้ต้องใช้ ใช้จ่ายไม่เพียงพอ ก็สามารถเอาเงินคงคลังออกไปก่อนได้ แต่ก็ต้องขอสภาฯเพื่อจ่ายเงินเงินชดเชย หรือ ออกกฎหมายโอนเพื่อไปชดใช้ หรืออาจจะไปตั้งไว้ในปีงบประมาณถัดไปก็ได้ เพราะฉะนั้น การอ้างว่าต้องรออนุมัติงบปี 70 ก่อน หากย้อนกลับไป ไม่เคยมีปีไหนที่ติดขัดเรื่องนี้ และเมื่อทำช้าก็ ได้เงินน้อย และหลักเกณฑ์ที่เขียนไว้ก็ไม่แน่ใจว่าทำได้ตามที่เขียนไว้หรือไม่ หากดูรายละเอียดของงบประมาณบางส่วนที่ถูกตัดก็ มีจุดน่าสงสัย เช่นการตัดงบธนาคารที่ดิน งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใส เช่น งบของกระทรวงดิจิทัลฯ ในโครงการที่สังคมกำลังจับตา ที่แม้จะเป็นงบของกองทุนแต่ก็แสดงให้เห็นว่ามีเงินมากมายที่ภาครัฐสามารถกำหนดเป็นนโยบายได้ โครงการไหนที่ไม่โปร่งใสหรือไปไม่ได้ก็นำงบส่วนนั้นมาทำโครงการอื่น ที่เหมาะสม ดังนั้น แทบจะไม่ได้มีความหมายหรือยุทธศาสตร์หลักในการแก้วิกฤตให้กับประเทศ จึงอยากจะให้มีการทบทวนไปถึงข้อเสนอของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยื่นไปหลายครั้งเรื่องการลดต้นทุนพลังงาน หรือยอมเสียสละรายได้บางส่วนของรัฐ ในการเก็บเงินโรงกลั่น หากดำเนินการตามข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้ ความจำเป็นในการโอนงบประมาณก็ลดไปเยอะ หรือแม้แต่การเยียวยาที่หลายกลุ่มก็ยังไม่ได้รับเงินตามที่รัฐบาลสัญญาเอาไว้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเมื่อการจบลงด้วยการการโอนงบ เป็นเพราะว่ารัฐบาลต้องการจะกู้เงินมากกว่าใช่หรือไม่ และยังมีข้อถกเถียงว่าการออกพระราชกำหนดเงินกู้นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รัฐบาลควรมีความเคร่งครัดในความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่านี้ เพราะหากมีความเคร่งครัดคงไม่กล้าออกพระราชกำหนดเงินกู้ ดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่พร้อมบริหารราชการแผ่นดินในภาวะวิกฤต การโอนงบประมาณให้ได้น้อยเพื่อหวังผลสำหรับการกู้เงินมาหวังผลทางการเมืองในอนาคตหรือไม่ ส่วนที่นายกรณ์ บอกว่า เป็นการโอนงบแก้เก้อ แก้เขิน ไม่ต้องอายต้องเขินแล้ว เพราะ อายตั้งไปแล้วตั้งแต่บอกว่า จะโอนงบได้ แสนล้าน จนมาเหลือเพียงหมื่นล้าน

 

นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนด้วยความผิดหวังที่เป็นการดำเนินงานที่ล่าช้าและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงงบประมาณได้ ยอมรับว่าเป็นห่วงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตอนนี้การเมืองส่งของหลายอย่างไปอยู่บนบ่า ตั้งแต่กองทุนน้ำมัน จนถึงแลนด์บริดจ์ แม้จะเป็นห่วงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่ก็ต้องเป็นห่วงประเทศมากกว่า และ การโอนงบ ไม่ใช่ข้ออ้างว่ารัฐบาลทำทุกวิถีทางแล้วเพื่อแก้ไขวิกฤต พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าแนวทางนี้ถ้าหากทำจริงจังก็จะเป็นคำตอบของประเทศไปนานแล้ว แต่เมื่อเลือกที่จะใช้แนวทางนี้และวิธีการนี้ก็จะจำเป็นต้องรับหลักการด้วยความผิดหวัง

 

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 ในวาระแรกว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทย และหลายประเทศ ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลาง ความผันผวนราคาพลังงาน ซึ่งเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต ทำให้ค่าครองชีพ และต้นทุนสูง ประชาชนได้รับผลกระทบ จนเป็นวิกฤตปากท้อง และเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยประสบวิกฤตชายแดน และวิกฤตน้ำท่วม รวมถึงปีนี้ก็ได้ส่อว่า จะวิกฤตภัยแล้งแล้ว แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด รัฐบาลจึงได้พยายามบริหารจัดการ ใช้ทุกเครื่องมือ ดูแลและเยียวยาประชาชน แต่งบประมาณ มีจำกัดและต้องพยายามรักษาความสมดุล แต่การที่มูดี้ส์ยก ไทย เป็นประเทศรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกได้ดี พร้อมปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบสู่ มีเสถียรภาพ ก็พิสูจน์แล้วว่า การดำเนินการเป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง

 

นายเอกนิติ ยังระบุว่า ตัวเลขที่เศรษฐกิจไทยเติบโต และงบประมาณที่ตนเร่งรัดการเบิกจ่าย ข้อมูลได้พิสูจน์แล้วว่า อัตราการเบิกจ่ายสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา และตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 การลงทุนภาครัฐโดย 13% ไตรมาสที่ 2 โต 9.4% และข้อมูลล่าสุด โตกว่า 10% ดังนั้น จึงต้องรักษาสมดุลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และดูแล เยียวยาประชาชน พร้อมย้ำว่า งบประมาณเม็ดเงินที่เหลือ จำเป็นต้องโอนงบประมาณมาเป็นงบกลางสำรองฉุกเฉิน สำหรับวิกฤตพลังงานและภัยแล้ง ที่รัฐบาลต้องมีงบประมาณดูแลประชาชน และย้ำว่า ช่วงที่ตนได้ดำเนินการไปพิสูจน์แล้วว่า เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวกว่าที่หลาย ๆ คนคาดการณ์ และทำให้ขีดความแข่งขันประเทศไทยดีขึ้น

 

นายเอกนิติ ยังได้ขอบคุณทุกข้อสังเกต และยืนยันว่า รัฐบาลจะใช้งบประมาณขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฟื้นฟูการแข่งขันของประเทศ ดูแลเยียวยาประชาชน ซึ่งกรรมาธิการฯ จะได้นำความเห็นไปประกอบการพิจารณาในการปรับแก่ต่อไป

ข่าวล่าสุด