ต่อมาเมื่อปี 2563 องค์การคลังสินค้าได้ประกาศขายเปิดประมูลเป็นข้าวพลังงาน ซึ่งเอกชนผู้ชนะการประมูลได้มาขนย้ายข้าว จำนวนนี้ออกจากคลังสินค้าเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2563 แต่ขนย้ายออกไปไม่หมด ขนย้ายออกไปบางส่วน
ในคลังหลัง A1 ขนย้ายออกไปทั้งหมด และ ณ เวลานั้นบริเวณหน้าคลังมีกองข้าวอยู่ประมาณ 4,000 ตันหรือ 40,000 กระสอบ ผู้ชนะการประมูลได้มาขนย้ายออกไปเพียงครึ่งเดียวประมาณ 20,000 กระสอบหรือ 2,000 ตัน
ขณะนี้ยังมีข้าวเน่ากองอยู่อีก 2,000 ตันหรือ 20,000 กระสอบ ซึ่งทางบริษัทได้ติดต่อประสานงานไปยังองค์การสินค้าอยู่ตลอดเวลา แจ้งว่าข้าวเน่าที่อยู่หน้าคลังสินค้าของบริษัทฯ แห่งนี้ทำให้เสียภาพลักษณ์บริษัทฯ เป็นอย่างมาก ซึ่งเกิดเน่าเหม็นและมีลูกค้าที่มาเยี่ยมเยียน มาติดต่อซื้อขายกับบริษัทได้เดินเข้ามาเห็นกองข้าวทำให้บริษัทเสียภาพลักษณ์ในการค้าขายอย่างมาก
“ในวันนี้ทางบริษัทขอวิงวอนเรียกร้องกับองค์การคลังสินค้า ว่า ให้มาดำเนินการขนย้ายข้าวที่ อคส ได้ประมูลขายให้กับเอกชนผู้ชนะการประมูลไปแล้ว แต่ผู้ชนะการประมูลไม่มาขนย้ายออกไป”
ประกอบกับข้าวสารบางส่วนในจำนวนนี้ องค์การสินค้าได้เบิกค่าสินไหมประกันภัย กรณีที่เกิดไฟไหม้ไปแล้วบางส่วน เป็นจำนวนเงินกว่า 10 ล้านบาท ก็ยังไม่รู้ว่าส่วนไหนเป็นซากของประกันภัย ส่วนไหนเป็นข้าวของ อคส. ที่ผู้ซื้อยังไม่มาขนย้ายออกไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลักๆเลยก็คือทำให้ภาพพจน์ของบริษัทฯเสียหาย
ปัจจุบัน องค์การคลังสินค้าก็ยังมาเช็คสต๊อก ในข้าวจำนวนนี้ปีละ 2 ครั้ง อคส.ก็รู้ดีว่าเป็นทรัพย์สินในความดูแลรับผิดชอบของ อคส. แต่ปรากฏว่า อคส. กลับเพิกเฉยไม่มาดูแล ทั้งที่ข้าวสารจำนวนนี้เป็นทรัพย์สินของรัฐ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 30 ล้านบาท ขอวิงวอนให้สื่อมวลชนทุกท่านช่วยเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้มาตรวจสอบองค์การคลังสินค้าที่เพิกเฉย ทิ้งทรัพย์สินของรัฐเกิดความเสียหายในครั้งนี้ด้วย