นายเอกรัฐ กล่าวว่า คนชนเป็นหมอ อายุประมาณ 35 ปี ครอบครัวคู่กรณี จ่ายเงินมาให้ครั้งแรก 5,000 บาท คืนวันเกิดเหตุ และจ่ายอีก 50,000 บาท วันที่ทำศพ ครอบครัวของตนได้นัดเจรจาถึง 2 ครั้ง แต่ทางคนชนไม่ได้เสนอความรับผิดชอบอะไรอีกเลย เขาบอกให้ทางตนคำนวณค่าเสียหาย ซึ่งน้องตนเป็นผู้รับเหมา มีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท คำนวณแล้วถึงน้องชายอายุ 60 ปี รวมแล้วประมาณ 6 ล้านบาท เขาก็รับไปพิจารณา แต่พอมาเจรจาอีกรอบ คนชนบอกว่าไม่รับผิด ชอบถ้าอยากได้ให้ไปฟ้องเอา
นายเอกรัฐ กล่าวว่า ทางญาติได้ติดต่อไปเจรจาทางคนชน ก็ไม่ยอมคุย ตนคิดว่าเขาเป็นหมอ มีน้องชายเป็นตำรวจ ส่วนพ่อทำงานในกระทรวงสาธารณสุขจังหวัด เรื่องผ่านไปกว่า 3 เดือน แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า รถคนชนไม่มีประกัน มีแต่ พ.ร.บ.จ่าย 500,000 บาท
นอกจากนี้คนชนไม่เคยเจรจาอะไรอีกเลย ไม่คุยต่อ บอกแต่ว่า อยากได้ให้ไปฟ้องศาลเอา ศาลตัดสินเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น ตำรวจเรียกแล้วแต่ได้คำตอบว่า คนชนไม่ยอมปั๊มรายนิ้วมือ และเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งน้องชายตนมีลูก มีค่าใช้จ่ายทุกวัน ถ้ายื้อไปเรื่อย ๆ ภาระต้องตกไปที่ภรรยาน้องชาย และพ่อแม่ตน จึงมาร้องขอความเป็นธรรม
ด้านทนายรณณรงค์ กล่าวว่า กรณีหมอศัลยกรรมที่ จ.ตรัง ขับรถชนน้องชายเขาตาย และไม่รับผิดชอบ ไม่มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ซึ่งขัดกับระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องนี้ไม่ปกติ อีกทั้งวรรณะของหมอในต่างจังหวัด ถือว่าใหญ่ไม่ธรรมดา รู้จักไปหมด ผู้เสียหายกลัวว่า คดีนี้จะมีการวิ่งเต้น วันนี้จึงมาขอความเป็นธรรม
เรื่องนี้เกิดในพื้นที่ จ.ตรัง ทางครอบครัวจะต้องไปยื่นเรื่องที่ จ.ตรัง แต่แนะนำไปที่ สตช. เพราะคดีมีความล่าช้า จึงอยากวิงวอนไปถึงคู่กรณี ที่มีการอาชีพการงานดี ค่าเยียวยา 6,000,000 บาท เราไม่มีจ่ายเป็นก้อน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่รับผิดชอบเลย เพราะเขาเสียชีวิต