นายรณณรงค์ ระบุอีกว่า กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่ชาวต่างชาติกับชาวต่างชาติทะเลาะวิวาทกัน แต่สิ่งที่ตนรวมถึงผู้เสียหายสงสัย คือ การทำงานของทางตำรวจที่จนถึงขณะนี้ระยะเวลาผ่านมานานกว่า 6 เดือนแล้ว คดีความทั้ง 2 คน ยังไม่มีความคืบหน้า รวมถึงโรงพยาบาลที่เกิดเหตุก็ไม่มีการดำเนินการแจ้งความกับทางผู้ก่อเหตุ ซึ่งหากเป็นเรื่องปกติทางโรงพยาบาลต้องดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับทางผู้ก่อความวุ่นวายในโรงพยาบาลเพราะถือเป็นเรื่องที่ยอมความกันไม่ได้ และหากเป็นคนไทยคงต้องถูกดำเนินคดีจนถึงขั้นติดคุกไปแล้ว
"กรณีนี้ เป็นเรื่องชาวต่างชาติกับชาวต่างชาติทะเลาะวิวาทกัน แต่สิ่งที่สงสัย คือ การทำงานของตำรวจ เพราะจนถึงขณะนี้ ผ่านมา 6 เดือนแล้ว คดีความไม่มีความคืบหน้า โรงพยาบาลที่เกิดเหตุก็ไม่มีการดำเนินการแจ้งความกับผู้ก่อเหตุ" นายรณณรงค์ ระบุ
"ได้พูดคุยกับทางผู้เสียหายพบว่า รู้จักกับทางผู้ก่อเหตุกันทางธุรกิจ และ เพิ่งเคยเจอกันเพียง 3 ครั้งโดยเจอกันครั้งแรกที่ประเทศจีน และอีกสองครั้งในประเทศไทย ซึ่งในครั้งที่สามนี้เองที่เกิดเหตุขึ้น ขณะที่มีการนัดกินข้าวเพื่อเจรจาธุรกิจซึ่งทางผู้เสียหายยืนยันกับทางผมว่า ไม่ได้มีปัญหาผิดใจกับทางผู้ก่อเหตุหรือขัดแย้งทางธุรกิจแต่อย่างใด และในวันเกิดเหตุก็ไม่ได้มีการทำพฤติการณ์ใดๆ ที่เป็นการทำให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าทางผู้เสียหายจะล่วงเกินผู้ก่อเหตุ มีเพียงการที่ผู้เสียหายไปชนกำปั้นกับทางผู้หญิงคนไทยรายหนึ่งซึ่งมากับทางคู่กรณี ซึ่งถือว่าการทักทายกันตามปกติในวงที่มีการเล่นเกมส์ ในวงทานอาหาร ไม่ได้มีการล่วงเกิน ทั้งการกระทำและคำพูด แต่หลังจากมีการชนกำปั้นได้ประมาณ 2-3 นาทีผู้ก่อเหตุก็เริ่มทำร้ายร่างกายเอาแก้วเบียร์ฟาดไปที่หน้าผากจนแตก จึงคาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุของการก่อเหตุในครั้งนี้"