พอไปแจ้งตำรวจ สภ.วังสามหมอ กลับไม่ทำคดี อ้างว่าผู้ตายเข้าไปขโมยของบ้านคนอื่น เจ้าของบ้านสามารถป้องกันทรัพย์สินได้ ซึ่งพวกตนคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะผู้ตายไม่เคยมีประวัติการเจ็บป่วยมาก่อน อีกทั้งหลังการถูกซ้อม ทำให้เจ็บป่วยและเสียชีวิต ญาติพยายามเข้าแจ้งความกลับถูกตำรวจข่มขู่ตลอดจนเกิดความกลัว จึงร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชน ให้ช่วยเหลือ เหตุเกิดวันที่ 15 พฤศจิกายน -1 ธันวาคม ที่ผ่านมา
นางวรรณา กล่าวต่อ ตั้งแต่ถูกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บ คู่กรณีไม่เคยมาเยี่ยมหรือไม่เคยมาช่วยเหลืออะไรเลย ตำรวจติดต่อไปเพื่อที่จะมาไกล่เกลี่ย ก็ไม่ยอมมาจนกระทั่งนายคำดีเสียชีวิตไป คู่กรณียังมีหน้ามาบอกว่าถ้าเกิดอยากได้เงินก็ไปฟ้องร้องเอา เพราะจะฟ้องร้องที่มาขโมยต้นกัญชาราคาเป็นแสนด้วย ซึ่งหลังจากที่นายคำดีเสียชีวิตแล้ว ได้พยายามที่จะไปติดต่อกับตำรวจ แต่ตำรวจกลับบอกว่า พวกตนผิดเพราะว่าไปลักทรัพย์ในยามวิกาล
ซึ่งตอนนั้นตัวเองก็ไม่รู้จะทำยังไงแต่ก็ยอมรับว่าผู้ตายไปลักทรัพย์จริง และไม่มีหนทางช่วยเหลือ รู้สึกน้อยใจตำรวจอ้างแต่เพียงว่าพวกตนผิดทุกอย่าง คนตายทั้งคนซึ่งตำรวจก็ยังยืนยันว่าฝ่ายตนผิดซึ่ง ตนคิดว่าทำไมฆ่าคนตายทั้งคนกลับไม่มีความผิดทำไมตำรวจไม่ช่วยเหลือ จึงมาร้องขอความเป็นธรรมกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี
ด้าน พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ขณะนี้ได้รับฟังฝ่ายเดียว แต่จากข้อมูลที่ได้รับฟังเชื่อว่า จะสามารถแจ้งข้อกล่าวหาคู่กรณีได้ คือ ฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา หรือ กระทำการโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จะสั่งให้พนักงานสอบสวน สภ.วังสามหมอ เร่งดำเนินการสอบปากคำประจักษ์พยาน ทั้งสองฝ่าย
หากญาติผู้ตายเชื่อว่ามีประจักษ์พยานอื่น หรือหลักฐานอื่นก็นำมาให้ตำรวจ นอกจากนี้ผลวินิจฉัยการเสียชีวิตของแพทย์ ก็เป็นหลักฐาน ซึ่งจะต้องไปสอบสวนปากคำจากแพทย์ที่ทำการรักษา ขอรับรองว่าตำรวจจะต้องรับแจ้งความแน่นอน และให้ทั้งสองฝ่ายไปพิสูจน์ความจริงกันในชั้นศาล
ด้านนายอ๊อฟ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี เจ้าของบ้านและเจ้าของต้นกัญชา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายเกล็ดเข้ามาขโมยต้นกัญชาที่บ้านถึง 4 ครั้ง ก่อนหน้าเข้ามาขโมยเราจับได้ก็เตือนเขาอย่าบุกเข้ามาบ้านยามวิกาล เราก็ไม่ได้ไปแจ้งความ แค่เตือนไปอย่าเข้ามาอีก ตนทำงานต่างจังหวัดนานๆ จะได้กลับบ้าน มีเพียงภรรยาและลูกสาววัย 2 ขวบอยู่บ้านตามลำพัง แต่วันเกิดเหตุคือวันที่ 15 พ.ย.ตนกลับบ้านพอดีและจับได้ว่าเข้ามาขโมยกัญชาแม้จะเตือนแล้ว จึงเดินออกไปดูข้างๆ บ้านเห็นผู้ก่อเหตุกำลังเด็ดเอาทั้งก้านใบกัญชาไปหลายก้าน ยืนยันไม่ได้ใช้ไม้หรือด้ามเสียมทำร้ายร่างกาย
วันนั้นยอมรับตนผลักอกเขาจริง แต่เขาดันไปล้มใส่หินลับมีดและกองฟืนที่อยู่ด้านหลังบ้าน อยากให้เข้าใจครอบครัวตนบ้างเขาบุกเข้ามาขโมยสิ่งของภายในบริเวณบ้านยามวิกาลแล้วหลายครั้งแล้ว เคยเตือนและบอกอย่าเข้ามา แล้วลูกเมียตนอยู่ตามลำพัง เขาขโมยต้นกัญชาได้ ต่อไปถ้าเขาบุกเข้าบ้านลูกเมียตนจะเป็นอย่างไร
ขณะที่ น.ส.ดาว อายุ 36 ปี ภรรยานายอ๊อฟ พาผู้สื่อข่าวไปดูต้นกัญชาที่ปลูกไว้ข้างๆ บ้านประมาณ 10 ต้นมีร่องรอยเด็ดเอาทั้งกิ่งก้านกัญชาไปเยอะ และกล่าวว่า ส่วนตัวหนูกลัวเพราะอยู่สองคนกับลูกนานๆ สามีจะกลับมาบ้าน เขาเข้ามาขโมยกัญชา 4 ครั้ง ซึ่งเราก็ใจดีตอนที่เข้ามาขโมยครั้งแรกครั้งที่ 2 เราก็เตือนและก็ไม่ได้แจ้งความดำเนินคดี และเท่าที่ทราบประวัติผู้ก่อเหตุชอบขโมยสิ่งของคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะต้นกัญชาบอกเท่าไรก็ไม่ฟัง
สามีเขาทำงานต่างจังหวัด นานๆ จะกลับบ้านสักครั้ง ยืนยันสามีแค่ผลักอกไม่ได้ใช้ด้ามเสียมทำร้ายร่างกาย เพราะวันนั้นอยู่ในเหตุการณ์หลายคน ส่วนตัวหนูสงสัยว่า วันเกิดเหตุคือคืนวันที่ 15 พ.ย.หลังเกิดเหตุ ตำรวจและผู้ใหญ่บ้านก็มา เขาก็ยังเดินได้ปกติ ตำรวจจับเขาไปโรงพัก ดำเนินคดีและก็ปรับ 500 บาท เขาออกมาก็เดินได้พูดคุยปกติ ผ่านไปตั้ง 10 วันคือวันที่ 25 พ.ย.ญาติก็บอกว่าเขานอนซมหนัก เราไม่มั่นใจว่าหลังจากเขามาขโมยกัญชาแล้ว เขาไปขโมยอะไรอีกหรือเปล่าหรืออาจจะถูกใครทำร้ายมาอีกก็ได้
“อยากให้เห็นใจครอบครัวหนูด้วย หนูและลูกวัย 2 ขวบอยู่บ้านตามลำพัง แต่นี่เขาบุกเข้ามาขโมยกัญชาในยามวิกาล พวกเราก็ห่วงในความปลอดภัย ถ้าเขาทำมากกว่าขโมยกัญชา บุกเข้ามาในบ้านแบบนี้หนูก็กลัว” น.ส.ดาว กล่าว
เศกสันติ กัลป์ยาณวิสุทธิ์ / ยุทธพงษ์ ดลสิริฤทธิกุล /อุดม ปิดตาทานัง รายงานจากจ.อุดรธานี
วงจรปิดและคำสัมภาษณ์ของทั้ง 2 ฝ่าย