นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า เม็ดเงินที่จะสะสมเข้าไปในกองทุนนี้ มาจากนายจ้างและลูกจ้าง เพียงแค่ 0.25% ซึ่งค่อนข้างน้อย ไม่ได้มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และเม็ดเงินนี้ไม่มีใครสามารถเอาไปใช้ได้แม้กระทั่งภาครัฐที่จะเอาไปลงทุนหรือใช้ในกิจกรรมอื่น เพราะเงินนี้จะเก็บภายใต้ชื่อของลูกจ้างทั้งหมด สะสมมาเท่าไหร่จะเก็บไปเท่านั้นตามเงินที่ใส่ไป
"เมื่อหยุดการทำงานหรือเกษียณสามารถเรียกเงินคืนได้เต็มจำนวน บวกกับอัตราดอกเบี้ยที่เกิดจากการฝาก อย่างไรก็ตามได้มีการพูดคุยกันหลายครั้งว่าได้มีการกำหนดขอบเขตในการเก็บไม่ให้เกินจำนวนเท่าไหร่ สำหรับลูกจ้างที่มีเงินเดือนสูง ซึ่งเรื่องนี้ก็จะนำมาพิจารณาหารือ โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็มีข้อพิจารณาในเรื่องนี้อยู่ พร้อมย้ำว่ากลไกนี้เป็นกลไกสำคัญและเป็นหลักประกันให้คนไทยทุกคน แต่จะรับฟังเหตุและผลของฝ่ายนายจ้างด้วยเช่นกัน" นายจุลพันธ์ ระบุ
ขณะเดียวกัน นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงาน ที่ออกมาเรียกร้องให้ชะลอ มติและทบทวนการใช้สูตร CARE ว่า เรื่องนี้มีการหารืออย่างต่อเนื่อง ส่วนจะมีการชะลอหรือไม่นั้น ขอยืนยันว่าไม่มีกลไกใดที่จะไม่มีผลกระทบใดๆ เลย แต่เมื่อเราเดินหน้าแล้ว และเชื่อมั่นว่าเป็นประโยชน์ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของสูตร CARE คือความเป็นธรรม ยิ่งเติมเงินไปในกองทุนประกันสังคมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ผลประโยชน์กลับมามากเท่านั้น
นายจุลพันธ์ เผย ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีคนใส่เงินเข้ามาในระบบประกันสังคมแล้วเมื่อเกษียณอายุ ไม่ได้รับเม็ดเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะได้ เราจึงมีการแก้จุดบอดตรงนี้ เพราะวันนี้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน การจ้างงานขยับเคลื่อนย้ายตลอดเวลา และมีความเสี่ยงที่ผู้ส่งเงินสมทบผู้ประกันตนจะได้รับเม็ดเงินชราภาพที่น้อยลง แต่สูตรใหม่ทุกบาทที่ใส่เข้าไป ไม่มีทางที่ทำให้เม็ดเงินชราภาพสุดท้ายของท่านลดน้อยกว่าเก่า