ด้าน นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงถึงกรณีการขออนุญาตติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉินสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ว่า ที่ผ่านมา ตามหลักการกระทรวงพลังงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีข้อสั่งการให้ชะลอการพิจารณาคำขออนุญาตติดตั้งถังน้ำมันสำรองสำหรับ Data Center ไว้ก่อนทุกราย เพื่อรอการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนครอบคลุมทั้งด้านการใช้น้ำ การใช้ไฟฟ้า และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับนโยบายที่เคยกำหนดไว้
สำหรับกรณี Data Center ย่านรามคำแหง 28 ที่มีกระแสข่าวว่ามีการเก็บน้ำมันสูงเกือบ 500,000 ลิตร
นางสาวฐิติภัสร์ ระบุว่า กรมธุรกิจพลังงานและกรุงเทพมหานคร ยังไม่ได้มีการอนุญาตให้ดำเนินการดังกล่าว จากการตรวจสอบใบอนุญาตพบว่าไม่ได้มีการอนุญาตให้เก็บน้ำมันในปริมาณสูงถึงขนาด 400,000 ลิตร หากพบข้อเท็จจริงว่ามีการเก็บน้ำมันเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตจริง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากถือเป็นการปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ
ขณะที่ นายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการสายงานวางแผนนวัตกรรมการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ชี้แจงว่า ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ โดยมีขนาดไม่เกิน 20 เมกะวัตต์ และใช้จริงอยู่ไม่เกิน 8 เมกะวัตต์ ตามปกติจะจ่ายไฟแยกโดยที่ไม่กระทบกับประชาชน พื้นที่ที่มาขอไฟเป็นพื้นที่ที่เราสามารถให้บริการระบบไฟฟ้าได้ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ใน กทม. ถ้าเทียบกับการใช้ไฟพื้นฐานของธุรกิจขนาดใหญ่ ยังถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับห้างสรรพสินค้าที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่าถึงหลัก 100 เมกะวัตต์
ด้าน นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) ชี้แจงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ปัจจุบัน ใช้น้ำไม่เกิน 7,000 - 8,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งหากเทียบกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำ 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน หรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ใช้ 30,000 - 40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือนแล้ว ยืนยันว่ายังไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนในอนาคตเตรียมที่จะคัดกรองดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการใช้น้ำประปาของภาคประชาชน