"ตนเองอยากทราบว่าการถอนใบอนุญาตของนายณัฐวุฒิได้ทำตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ มีผลตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ เพราะจะได้ทราบว่าจากวันนั้นเป็นต้นมาบุคคลดังกล่าวจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นทนายความได้ ซึ่งหากช่วงเวลาที่พ้นจากความเป็นทนายความแล้วยังคงไปปฏิบัติหน้าที่เป็นทนายความก็ถือว่าเป็นความผิดทางอาญา และหากไปเรียกรับทรัพย์โดยอ้างว่าเป็นทนายความ ก็ถือว่าผิด" นายสมชัย ระบุ
นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า เรื่องนี้นอกจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวบุคคลแล้วยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงระบบ การเชื่อมโยงข้อมูลในกระบวนการยุติธรรม เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดจากบุคคลหนึ่งประพฤติชั่วร้ายแรง ถูกไล่ออกจากราชการถึง 2 ครั้ง เป็นไปได้อย่างไรข้อมูลอยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์แต่กลับสืบค้นไม่ได้ ดังนั้นเรื่องนี้สะท้อนว่ากฎหมายที่บอกว่าให้เปิดข้อมูลทางราชการ แต่การเปิดข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและเชื่อมโยงได้ง่าย
"จึงมองว่ากระบวนการยุติธรรมที่เป็นกระบวนการที่สำคัญถ้าหากผิดพลาดไปจะเกิดความเสียหายต่อประชาชน กับองค์กรหรือหน่วยงานที่บุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามแบบนี้ไปเป็นทนายหรือเป็นพยาน รวมถึงให้ข้อมูลต่างๆ เพราะพยานหลักฐานก็ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของพยานบุคคลด้วย เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ถ้าเราไม่แก้ไขเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลในกระบวนการยุติธรรม" นายธรรม์ธีร์ เผย
ส่วนที่นายณัฐวุฒิบอกว่าไม่เคยได้รับเอกสารการถอดถอนออกจากทะเบียนทนายความ
นายสมชัย กล่าวว่า ขั้นตอนของสภาทนายความหลังจากที่คณะกรรมการมีมติออกมา ก็จะแจ้งมติไปยังนายทะเบียนของสภาทนายความให้ทำหนังสือส่งไปยังศาลทุกศาลทั่วประเทศ และส่งไปยังเจ้าตัวตามที่อยู่ที่ให้ไว้กับสภาทนายความ ซึ่งในทางปฏิบัติเมื่อมีการส่งแล้วไม่ว่าจะได้รับหรือไม่ได้รับก็ถือว่ารับทราบแล้ว หากบอกว่ายังไม่รับรู้ ให้เอาเอกสารที่แจ้งว่าบุคคลดังกล่าวถูกจำหน่ายจากการเป็นทนายความแล้วออกสื่อได้เลย
"ถ้าหากยังทำไม่รู้แล้วเที่ยวรับทำเป็นทนายความให้กับใครต่อใคร ในช่วงเวลาตั้งแต่ถูกจำหน่ายชื่อไปแล้ว ถือว่ามีความผิด ต้องรู้ว่าผิดกฎหมาย สามารถถูกดำเนินคดีทางอาญาได้ และถ้าหากไปเรียกรับเงินใครในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นการฉ้อโกง รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองเป็นทนายไม่ได้ แต่ยังเที่ยวไปรับเงินในฐานะที่เป็นทนายความ อันนี้ต้องเตือนท่านไว้ก่อน ท่านเป็นนักกฎหมายมหาชนน่าจะรู้กฎหมายดี" นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย ยังกล่าวต่อว่า หลังจากวันที่ 26 มิถุนายนที่สภาทนายความมีมติออกมา แล้วนายทะเบียนได้ส่งจดหมายออกไปคือวันที่ 6 สิงหาคม ซึ่งก็ต้องนับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคมเป็นต้นไปก็ไม่สามารถทำหน้าที่ทนายความได้ วันนี้จึงมาขอยืนยันเป็นเอกสารอีกครั้งว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่ หรือมีรายละเอียดมากกว่านี้
"นอกจากนี้ ตนจะเดินทางไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อสอบถามถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิถูกไล่ออกจากราชการถึง 2 ครั้ง วันที่ 5 กันยายน 2561 ในความผิดติดสินบนคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ใบแดงในการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการทำในนามส่วนบุคคล และวันที่ 30 มกราคม 2562 ในความผิดการปลอมเอกสารเพื่อช่วยผู้ต้องหายาเสพติดไม่ให้ถูกโทษจำคุก ซึ่งเรื่องนี้เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง ในฐานะที่เป็นอัยการผู้ช่วยจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งนี่ถือเป็นความผิดทางอาญา" นายสมชัย ระบุ
ตั้งคำถามสำนักงานอัยการจึงไม่มีการดำเนินคดีอาญากับบุคคลดังกล่าว
นายสมชัย เผยว่า แต่ปัจจุบัน 7-8 ปีแล้ว เหตุใดสำนักงานอัยการจึงไม่มีการดำเนินคดีอาญากับบุคคลดังกล่าว หรือดำเนินการแล้วถึงขั้นตอนไหน แต่หากไม่ดำเนินการอัยการในช่วงนั้นจะถูกดำเนินคดี ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนอีก 1 แห่งที่จะเดินทางไปติดตามสอบถามคือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่นายณัฐวุฒิได้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นอนุกรรมการวินิจฉัย ชุดที่ 12 ซึ่งมีบทบาทสำคัญ จะรู้เห็นรูปคดีต่างๆ จะเห็นพยานหลักฐานต่างๆ รู้ว่าใครร้องอะไร รวมถึงรู้ว่าใครเป็นพยานซึ่งอาจจะมีการข่มขู่พยานได้ หรือหากรู้ว่าใครเป็นผู้ต้องหาก็อาจจะไปเรียกรับผลประโยชน์ได้ ซึ่งคณะดังกล่าวทำหน้าที่ตั้งแต่ปี 62-64 จึงอยากทราบว่า กกต.คนไหน ในชุดที่ 5 ที่มีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. เป็นคนเสนอชื่อนายณัฐวุฒิให้เข้ามานั่งเป็นอนุกรรมการวินิจฉัย และ กกต. ได้มีการตรวจสอบประวัติของบุคคลดังกล่าวแล้วหรือยัง
"และจะไปสอบถามถึงการตรวจสอบคุณสมบัติการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายณัฐวุฒิถึง 2 ครั้ง ในปี 66 เป็นบัญชีรายชื่อลำดับ 1 ของพรรคพลัง และในปี 69 เป็นบัญชีรายชื่อลำดับที่ 34 ของพรรคไทยสร้างไทย ซึ่งทั้ง 2 ครั้งนายณัฐวุฒิเป็นบุคคลต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เพราะถูกให้ออกจากราชการด้วยเหตุทุจริตประพฤติมิชอบ จึงเกิดคำถามว่าระบบการตรวจสอบคุณสมบัติของ กกต. เป็นอย่างไร ทำไมถึงไม่พบข้อมูลนี้ และเมื่อพบแล้ว ได้ดำเนินคดีอาญากับบุคคลดังกล่าวหรือไม่ กกต.ที่อยู่ในช่วงปี 66 และปี 69 จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ หรือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากมีคำตอบชัดเจนว่ายังไม่มีการดำเนินคดีอาญาใดๆ กับนายณัฐวุฒิ กกต.ทั้ง 7 คนทั้ง 2 ชุด อาจจะถูกฟ้อง ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้" นายสมชัย กล่าว
ส่วนกรณีที่ กกต. ให้นายณัฐวุฒิไปเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
นายสมชัย มองว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะ กกต.อาจมองว่าเป็นคนเก่งจึงให้มาเป็นพยานในคดีนี้ แต่ภายหลังได้ถอนชื่อไปแล้ว
เมื่อถามว่านายณัฐวุฒิได้มีการประกาศว่าเป็นเจ้าของบริษัท 20 บริษัท รวมถึงสำนักงานกฎหมายด้วยนั้นสามารถทำได้หรือไม่
นายสมชัย กล่าวว่า สามารถทำได้ แต่คนที่เกี่ยวข้องต้องประเมินเองว่าบุคคลดังกล่าวอยู่ในสถานะของคนที่เคยถูกไล่ออกจากราชการแล้ว จะมีความน่าเชื่อถือในการดำเนินกิจการดังกล่าวมากน้อยเพียงใด นี่เป็นเรื่องที่ประชาชน หรือผู้ที่จะไปร่วมลงทุน หรือไปว่าจ้างสำนักงานกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นฝ่ายที่จะคิดเองหาคำตอบเอง