เนชั่นทีวี

ข่าว

"ดร.ณัฏฐ์" ชี้ฝ่ายค้านทำได้แค่สีสัน แถลงนโยบายฯ ล้มรัฐบาลไม่ได้

08 เม.ย. 2569

"ดร.ณัฏฐ์" ชี้ฝ่ายค้านทำได้แค่สีสัน แถลงนโยบายฯ ล้มรัฐบาลไม่ได้

"ดร.ณัฏฐ์" ชี้ฝ่ายค้าน "ธีม พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว" เป็นเพียงสีสันทางการเมือง ในชั้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ฝ่ายค้านไม่อาจล้มรัฐบาลได้

8 เมษายน 2569 สืบเนื่องรัฐบาลกำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เมษายน 2569 พรรคฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า จะใช้ธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” พร้อมส่งขุนพลอภิปรายนโยบายรัฐบาลนั้น “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ระบุว่า ในชั้นคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 วรรคหนึ่ง มีความแตกต่างการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ของคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มา ของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายใน 15 วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่ 

 

“ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง

“ดร.ณัฏฐ์” ระบุว่า กรณีตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน  แถลงข่าว โดยระบุว่า ใช้ขุนพลประมาณ 20 คน เพื่ออภิปรายนโยบายของรัฐบาล โดยใช้ ธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” เป็นการลอกเลียนมาจากวาทกรรมทางการเมืองที่ว่า “พอแล้ว  รวยไม่ไหวแล้ว” เป็นลักษณะเชิงเสียดสีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการรณรงค์หาเสียงที่ผ่านมา ย่อมสามารถกระทำได้ ไม่มีกฎหมายบัญญัตติห้ามไว้ ถือเป็นเพียง “สีสันทางการเมือง” เพราะในชั้นแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี กฎหมายกำหนดให้แถลงนโยบายของรัฐบาล ที่จะนำไปใช้เป็นนโยบายสาธารณะ  หมายความว่า เอานโยบายของแต่ละพรรคฝ่ายรัฐบาลมากลั่นกรองเป็นนโยบายเดียว เป็นนโยบายของรัฐบาล เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ในการขับเคลื่อนและใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน
 

พูดภาษาชาวบ้านคือ การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่จะมีอำนาจเต็ม ส่วนการนำนโยบายของรัฐบาลผสม มาขับเคลื่อนเป็นนโยบายสาธารณะ การเปิดอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน จะดุเดือดเลือดพล่านเพียงใด เป็นเพียงข้อเสนอแนะในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น ไม่สามารถล้มรัฐบาลในชั้นนี้ได้

สำหรับประเด็นในการแถลงนโยบาย รัฐธรรมนูญกำหนดให้เพียงคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบายเฉพาะนโยบายเกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ ต้องไม่ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยในเงื่อนไขหลัก นโยบายที่จะนำไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย
 

โดยในการแถลงนโยบาย ย้ำว่า ไม่มีประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจแก่รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะรัฐมนตรี ทั้งกฎหมายห้ามเด็ดขาดในการลงมติความไว้วางใจ 
 

ส่วนที่ถามว่า ป.ป.ช.จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ตรงกับวันแถลงนโยบายของรัฐบาล กระทบต่อฝ่ายค้านหรือไม่ ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า ต้องดูว่า ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาในวันที่ 9 เมษายน 2569 หรือไม่ หากยื่นต่อศาลฎีกาจริง ต้องดูว่า หากยื่นแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งในวันเดียวกันหรือไม่
 

หากศาลฎีกาใช้แนวทางเดียวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อยื่นแล้ว ต้องรอเลือกองค์คณะจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามจำนวนที่กำหนดแล้ว จึงจะมีคำสั่ง รับคำร้องหรือสั่งให้แก้ไขคำร้อง หมายความว่า หากใช้แนวเดียวกับคดี อม. หาก ป.ป.ช. ยื่นแล้ว ต้องรอคัดเลือกองค์คณะศาลฎีกาจากที่ประชุมใหญ่ มาเป็นองค์คณะรับผิดชอบสำนวนคดี ก่อนที่จะมีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ผู้ร้องหรือไม่ หากใช้แนวเดียวกัน ที่ผ่านมาอาจใช้ระยะเวลาพอควร บางคดีใช้เวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน นับแต่ ป.ป.ช. ยื่นต่อศาลฎีกา หากคดีอยู่ในอำนาจศาลฎีกาแล้ว ถือเป็นดุลพินิจของศาล ส่วนจะใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่นหรือไม่ เป็นมติเสียงข้างมากขององค์คณะ
 

ส่วนที่นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ป.ป.ช. ฟ้องคดีกับอดีต 44 สส.ก้าวไกล เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ประหนึ่ง จะใช้ประชาชนเป็นโล่กำบัง ดร.ณัฏฐ์  กล่าวว่า ตนแนะนำว่า ให้นายณัฐพงษ์กับพวก ไปพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมให้สิ้นกระแสความก่อน เพราะจริยธรรมร้ายแรง เป็นคุณสมบัติของรัฐมนตรี กรณี ป.ป.ช.จะยื่นฟ้องศาลฎีกาในวันเวลาใด เป็นดุลพินิจของฝ่ายกฎหมาย ป.ป.ช. ไม่มีใครแทรกแซ งหรือไม่มีใครไปกลั่นแกล้งทางการเมือง ตามพุทธภาษิตว่า “ถ้าวันนี้ถูกต้องก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้” 
 

"ดร.ณัฏฐ์" ชี้ฝ่ายค้านทำได้แค่สีสัน แถลงนโยบายฯ ล้มรัฐบาลไม่ได้