สิ่งที่ผู้ถูกร้องทั้งสองจะต่อสู้คดีเพียงว่า พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษให้อำนาจคณะกรรมการพิเศษในมาตรา 21 นั้น โดยใช้กฎหมายคนละฉบับกับ กกต.คงฟังไม่ขึ้น เพราะคดีทุจริตการเลือก สว.เป็นอำนาจของ กกต.โดยตรง ตามรัฐธรรมนูญ พรป.กกต.และ พรป.สว. ส่วนจะอ้างว่ามีอำนาจรับเฉพาะข้อหาฟอกเงิน ตาม ท้าย พรบ.สอบสวนคดีพิเศษประกอบกับระเบียบภายในกำหนด จำนวนเงินที่ฟอกฯ 300 ล้านขึ้นไป นั้น ในเมื่อข้อหาจูงใจให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันมิอาจคำนวน เป็นเงินได้ตามมาตรา 77 หนึ่ง (1) แห่ง พรป.สว.เป็นข้อหาหลัก ที่ กกต.ไต่สวนให้ได้ความก่อน เพราะหากมีความผิดถึงจะเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 77 วรรคสอง แห่ง พรป.สว.คำถามว่า ท่านทั้งสองจะแก้ตัวอย่างไร เพราะเป็นอำนาจของ กกต.โดยตรง
โดยศาลรัฐธรรมนูญ ได้เคย วางแนวบรรทัดฐาน ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 15/2563 คำว่า "ก้าวก่าย" หมายถึง ล่วงล้ำเข้าไปยุ่งเกี่ยวหน้าที่ผู้อื่น เหลื่อมล้ำไม่เป็นระเบียบ เช่น งานก้าวก่ายกัน ส่วนคำว่า "แทรกแชง" หมายถึง แทรกเข้าไปเกี่ยวข้องในกิจการของผู้อื่น
สอดคล้องกับเทียบเคียงกับว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 10/2563 ไว้เป็นบรรทัดฐานไว้
ส่วนจะเป็นการก้าวก่าย แทรกแซง หรือครอบงำตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ล้วนต้องใช้พยานหลักฐานอื่นประกอบการพิจารณา
หัวใจหลัก กฎหมายมหาชน คือ “อำนาจ” ถ้าไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ย่อมไม่สามารถกระทำได้ หมายความว่า การกระทำใดของรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่สร้างนิติสัมพันธ์กับปัจเจกชน จะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อกฎหมายได้ให้อำนาจรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้ารัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำโดยไม่มีอำนาจ การกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดการผูกพันตามกฎหมาย แตกต่างจากกฎหมายเอกชน ตามหลักความเท่าเทียมที่ว่า ”ถ้าไม่มีกฎหมายห้ามไว้ ย่อมสามารถกระทำได้“ ตรงข้ามกัน
หากพิจารณาเนื้อหาพฤติการณ์แห่งคดี เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือ แทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นหน้าที่ของฝ่ายผู้ร้องจะต้องพิสูจน์ว่ากระทำตามคำร้อง ส่วนฝ่ายผู้ถูกร้องจะนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์หักล้าง
แต่พยานหลักฐานที่ชี้ขาดว่า รมว.ทั้งสอง ตกเก้าอี้หรือไม่ เป็นความเห็นของ กกต. หาก กกต.ยืนยันชัดแจ้งว่า อำนาจในการตรวจสอบคดีทุจริตเลือก สว.เป็นอำนาจของ กกต. แม้แต่ละองค์กรจะใช้กฎหมายคนละฉบับ แต่ต้องรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต.ทั้งในมาตรา 77 วรรคสอง แห่ง พรป.สว.บัญญัติให้ เมื่อพบการกระทำตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง(1)เป็นหน้าที่ของ กกต.ส่งให้ ปปง.ดำเนินคดีฐานฟอกเงิน ไม่ใช่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และในมาตรา 49 แห่ง พรป.กกต.ไม่ได้มอบอำนาจหรือยินยอมให้หน่วยงานอื่นสืบสวน หรือไต่สวนแทนได้ ประกอบกับความเห็นของกฤษฎีกา โดยข้อเท็จจริงพบว่า เลขาธิการกฤษฎีกา ได้เข้าร่วมประชุมและคัดค้านในที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ว่าไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่เป็นอำนาจ กกต. ตรงนี้จะเป็นปัญหาแก่ผู้ถูกร้องทั้งสอง
การใช้สถานะความเป็นรัฐมนตรีก็ดี การใช้อำนาจของประธานบอร์ดหรือรองประธานบอร์ด อีกสถานะหนึ่งก็ดี หมวกสองใบ ล้วนใช้สถานภาพความเป็นรัฐมนตรีในอำนาจและหน้าที่ในตำแหน่ง หากใช้อำนาจตามกรอบที่กฎหมายกำหนด ย่อมใช้อำนาจโดยสุจริต
หากข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่า ร่วมกันใช้อำนาจโดยมิชอบตามอำเภอใจ เกินขอบเขตอำนาจ ล้วนเป็นการแทรกแซง ก้าวก่าย และใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือ ล้วนเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ
ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญ เคย วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 167 (1) ประกอบมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 (4) และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 (5) เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)
เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง โอกาสที่ผู้ถูกร้องทั้งสองมีโอกาสตกเก้าอี้สูง เพราะโอกาสต่อสู้คดีค่อนข้างยาก นอกเหนืออำนาจหน้าที่ ถูกใช้เป็นเครื่องมือล้ม สว.สีน้ำเงิน ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)
ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวันนี้( 14 พฤษภาคม 2568 ) กรณีผู้ร้องยื่นคำร้องเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ฉบับลงวันที่ 7 พ.ค. 2568 วันที่ 13 พ.ค. 2568 และวันที่ 14 พ.ค. 2568 ศาลมีรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
สำหรับกรณีปรากฏข้อเท็จจริงตามคำร้องเพิ่มเติมของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 พร้อมเอกสารประกอบ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสองหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยถึงที่สุด ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นว่า นายภูมิธรรม ผู้ถูกร้องที่ 1 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้องที่จะสั่งให้ผู้ถูกร้องที่ 1 หยุดปฏิบัติหน้าที่
ส่วน พ.ต.อ.ทวี ผู้ถูกร้องที่ 2 ดำรงตำแหน่งรมว.ยุติธรรม มีหน้าที่และอำนาจในการสั่งและปฏิบัติราชการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการกระทรวงยุติธรรมอันรวมไปถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามคำร้องเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า พ.ต.อ.ทวี ผู้ถูกร้องที่ 2 มีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี ผู้ถูกร้องที่ 2 หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมว.ยุติธรรมเฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรองประธานกรรมการคดีพิเศษตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ผลทางกฎหมาย แม้ ภูมิธรรมจะรอด แต่ พ.ต.อ.ทวี ไม่สามารถกำกับควบคุมกรมสอบสอนพิเศษและไม่สามารถทำหน้าที่รองประธานกรรมการสอบสวนคดีพิเศษได้
ต้องตรวจสอบมติ ครม.ว่า ในที่ประชุม ครม.เคยตั้งรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไว้หรือไม่ หากไม่ได้ตั้งอำนาจกลับไปที่นายกรัฐมนตรีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ในการประชุม ครม. คราวต่อไปสามารถตั้งให้รัฐมนตรีรายใดกำกับควบคุมได้