เนชั่นทีวี

ข่าว

อังกฤษเตือน! ปี 2027 "เอลนีโญ" ทุบสถิติแรงสุดในประวัติศาสตร์

21 ส.ค. 2569 | apirak_pra

อังกฤษเตือน! ปี 2027 "เอลนีโญ" ทุบสถิติแรงสุดในประวัติศาสตร์

กรมอุตุนิยมวิทยาอังกฤษเตือน ปรากฏการณ์ เอลนีโญ ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ ดันอุณหภูมิโลกพุ่งสูง เสี่ยงทำให้ปี 2027 ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

กรมอุตุนิยมวิทยาอังกฤษเตือน ปรากฏการณ์ เอลนีโญ ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ ดันอุณหภูมิโลกพุ่งสูง เสี่ยงทำให้ปี 2027 ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

KEY

POINTS

  • กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (Met Office) เตือนว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวอาจรุนแรงและทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่
  • ผลกระทบจากเอลนีโญร่วมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีแนวโน้มสูงที่จะทำให้ปี 2570 (ค.ศ. 2027) กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก
  • นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบสัญญาณความรุนแรงที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่อาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิน้ำลึกที่สูงกว่าปกติถึง 8 องศาเซลเซียส
  • ปรากฏการณ์นี้คาดว่าจะส่งผลให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงทั่วโลก เช่น ภัยแล้งในเอเชียและออสเตรเลีย น้ำท่วมใหญ่ในอเมริกา และอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประชากรหลายสิบล้านคน

กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (Met Office) ได้ออกแถลงการณ์เตือนเกี่ยวกับปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยคาดการณ์ว่าอาจเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงและทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะส่งผลให้ปี 2570 (2027) กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก

ศาสตราจารย์ อดัม สเคฟ (Prof Adam Scaife) หัวหน้าฝ่ายการพยากรณ์ระยะยาวของ Met Office ระบุว่า นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในประวัติการทำงานของเขาไม่เคยพบสัญญาณของเอลนีโญที่รุนแรงขนาดนี้มาก่อนในแบบจำลองการพยากรณ์

ความผิดปกติของอุณหภูมิและพลังงานสะสมในมหาสมุทร

ปรากฏการณ์เอลนีโญเกิดขึ้นเมื่อลมค้า (Trade Winds) ที่พัดจากทิศตะวันออกไปตะวันตกข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเกิดการอ่อนกำลังลงหรือพัดย้อนทิศทาง ส่งผลให้น้ำอุ่นไหลทะลักไปทางทิศตะวันออก มหาสมุทรจึงปลดปล่อยความร้อนมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและอุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้น

โดยปกติแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะประกาศการเกิดเอลนีโญเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่สำคัญของแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 0.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ทว่าการวัดค่าในปัจจุบันกลับพบว่าอุณหภูมิพุ่งสูงกว่าปกติเกิน 2 องศาเซลเซียสแล้ว และมีแนวโน้มที่จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3 องศาเซลเซียสในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2493 และอาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19

นอกจากนี้ ในระดับน้ำลึกประมาณ 100 เมตรใต้ผิวน้ำทะเล ยังพบอุณหภูมิสูงกว่าปกติถึง 8 องศาเซลเซียส ซึ่งเปรียบเสมือนขุมพลังงานมหาศาลที่คอยอัดฉีดความร้อนเพื่อเร่งความรุนแรงของเอลนีโญครั้งนี้ ด้าน ดร.ซีค เฮาส์ฟาเธอร์ (Dr Zeke Hausfather) นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากสถาบันวิจัย Berkeley Earth สหรัฐอเมริกา ระบุว่า หากอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4 องศาเซลเซียสตามที่บางสถาบันคาดการณ์ นี่อาจกลายเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 500 ถึง 1,000 ปีเลยทีเดียว

ผลกระทบแปรปรวนสะเทือนทั่วโลก

การกระจายตัวของความร้อนในมหาสมุทรและทิศทางลมในชั้นบรรยากาศที่เปลี่ยนไป เริ่มส่งผลกระทบต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกแล้ว ดังนี้:

  • เอเชียใต้: ปริมาณฝนลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในภูมิภาคเอเชียใต้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดและต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง

  • มหาสมุทรแอตแลนติกและแคริบเบียน: การเปลี่ยนทิศทางของลมช่วยกดดันการก่อตัวของพายุเฮอร์ริเคน ทำให้จำนวนพายุลดลงอย่างมาก

  • พื้นที่แถบแปซิฟิกเขตร้อน: ออสเตรเลียเสี่ยงต่อภาวะแห้งแล้งและไฟป่ารุนแรง ขณะที่เปรู เอกวาดอร์ และทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วมใหญ่

  • สหราชอาณาจักรและยุโรปตะวันตก: มีแนวโน้มเผชิญกับสภาพอากาศที่เปียกชื้นและพายุรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาว ตลอดจนเพิ่มโอกาสเกิดอากาศหนาวจัดในช่วงปลายฤดูหนาว

 

เตือนวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

ดร.นิก ดันสโตน (Dr Nick Dunstone) นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศของ Met Office อธิบายว่า การปลดปล่อยความร้อนมหาศาลจากมหาสมุทรสู่ชั้นบรรยากาศ จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างเด่นชัดในปีถัดไปหลังจากเอลนีโญขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงฤดูหนาว ดังนั้น ปี 2570 จึงมีแนวโน้มสูงมากที่จะทำลายสถิติปี 2567 ขึ้นเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้

ขณะเดียวกัน องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ออกแถลงการณ์เตือนล่วงหน้าว่า วิกฤตเอลนีโญรอบนี้อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร และทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคนในประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง

ข่าวล่าสุด