เนชั่นทีวี

ข่าว

“อนุทิน” เล่น เต้น ร้อง ดาบ 2 คมทุนการเมือง เส้นบางๆระหว่างคะแนนนิยม กับความสนุกเกินพอดี

13 ส.ค. 2569 | prisana_tha

“อนุทิน” เล่น เต้น ร้อง ดาบ 2 คมทุนการเมือง เส้นบางๆระหว่างคะแนนนิยม กับความสนุกเกินพอดี

“อนุทิน” เล่น เต้น ร้อง ดาบ 2 คมทุนการเมือง แค่เส้นบางๆระหว่างคะแนนนิยม กับความสนุกสนาน ที่อาจถูกมองว่าเกินพอดี

“อนุทิน” เล่น เต้น ร้อง ดาบ 2 คมทุนการเมือง แค่เส้นบางๆระหว่างคะแนนนิยม กับความสนุกสนาน ที่อาจถูกมองว่าเกินพอดี

KEY

POINTS

  • “อนุทิน” โชว์ลูกคอ 18 เพลง ขึ้นเวทีร่วมวง “เดอะ พาเลซ” ในงานศิลปาชีพฯ สร้างภาพนายกฯ เป็นกันเอง เข้าถึงประชาชน และไม่ยึดติดพิธีการ
  • ร้องเพลง-เล่นดนตรี สู่ Political Branding บุคลิกด้านบันเทิงถูกมองเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์ส่วนตัว” ช่วยสร้างภาพจำและความผูกพันทางอารมณ์ โดยไม่ต้องใช้ความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อชิงพื้นที่ข่าว
  • แต่ความเป็นกันเองอาจเป็นดาบสองคม ถ้าเกิดขึ้นถูกจังหวะอาจเพิ่มคะแนนนิยม แต่หากประเทศเผชิญวิกฤตหรือแสดงบ่อยจนเกินพอดี อาจถูกมองว่า “สร้างภาพ-ขาดความสุขุม” กระทบความน่าเชื่อถือของผู้นำได้

เวที OTOP สู่เพลงลูกกรุง-ลูกทุ่ง 18 เพลง “อนุทิน” ใช้ความเป็นตัวเองร้องเพลง สร้างความสนุกสนาน สร้างภาพจำผู้นำเข้าถึงง่าย ชิงพื้นที่สื่อ สร้างแบรนด์ทางการเมือง แต่ในอีกมุม ความ “เล่น” ที่มากเกินไปก็อาจกลายเป็นดาบสองคม โดยเฉพาะเมื่อประเทศเผชิญวิกฤต

 

ภาพ “นายกฯ” แนวบันเทิง กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควงภริยาไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ประกอบการ ภายในงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569

“อนุทิน” เล่น เต้น ร้อง ดาบ 2 คมทุนการเมือง เส้นบางๆระหว่างคะแนนนิยม กับความสนุกเกินพอดี

 

แทนที่จะจบเพียงภารกิจตรวจเยี่ยมงาน นายกฯ อนุทิน กลับขึ้นเวทีร่วมร้องเพลงกับวง “เดอะ พาเลซ” ในฐานะศิลปินรับเชิญ สร้างบรรยากาศคึกคัก ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้ร่วมงาน

 

โดยรายงานข่าว ระบุว่า นายกฯ โชว์ลูกคอมากถึง 18 เพลง ตั้งแต่ “เพียงกระซิบ” “จิ๊บ ร.ด.” “มนุษย์ค้างคาว” “เพียงสบตา” “สาวรำวง” “รัก 10 ล้อรอ 10 โมง” “A Ba Ni Bi” “เขิน” และ “มนต์ไทรโยค” ก่อนเข้าสู่เมดเล่เพลงลูกทุ่ง อาทิ “เพลงฮักสาวขอนแก่น” “ขี่เก๋งอย่าลืมเกวียน” “ชวนน้องแต่งงาน” และ “จ้ำม่ำ” พร้อมปิดท้ายด้วย “เพลงเชื่อฉัน”

 

ภาพดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงสีสันของ แต่สะท้อน “สไตล์การเมือง” ของผู้นำคนหนึ่งที่เลือกใช้บุคลิก ความเป็นกันเอง และความสามารถด้านดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารกับประชาชน

ยิ่งก่อนหน้านี้ “อนุทิน” เคยมีภาพเล่นดนตรี รวมถึงเป่าแซกโซโฟนหลังประชุมสภากลาโหม จึงทำให้การร้องเพลงบนเวทีไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หากแต่เป็นพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบุคลิกที่สาธารณชนเห็นมาอย่างต่อเนื่อง

 

“อนุทิน” เล่น เต้น ร้อง ดาบ 2 คมทุนการเมือง เส้นบางๆระหว่างคะแนนนิยม กับความสนุกเกินพอดี

 

“การเมืองแบบสร้างความใกล้ชิด” ทุนที่มาจากความเป็นตัวเอง

 

ในมุมรัฐศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจอธิบายผ่านแนวคิด Personalized Politics หรือการเมืองแบบสร้างความใกล้ชิด ซึ่งผู้นำใช้บุคลิกส่วนตัวเข้ามาเชื่อมโยงกับประชาชน

 

ผู้นำบางคนเลือกลงพื้นที่ กินข้าวกับชาวบ้าน บางคนพูดภาษาท้องถิ่น เล่นกีฬา หรือทำอาหาร ขณะที่ “อนุทิน” มีองค์ประกอบของดนตรี ความสนุก การร้องเพลง การหยอกล้อ และการแสดงออกแบบไม่เป็นพิธีการเข้ามาเป็นจุดเด่น

 

ผลที่เกิดขึ้นคือ เกิดภาพของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้อยู่ห่างจากประชาชน ไม่ได้อยู่บน “หิ้ง” การเมือง แต่เป็นคนธรรมดาที่สามารถขึ้นเวที ถือไมค์ ร้องเพลง และร่วมสนุกกับคนทั่วไปได้

 

จุดแข็งสำคัญคือ พฤติกรรมเหล่านี้ดูสอดคล้องกับบุคลิกที่นายกฯ แสดงออกมานาน จึงทำให้เกิดคำถามน้อยกว่าถูกมองว่าเป็น “การสร้างภาพ” หรือไม่ เพราะเป็นสิ่งที่เจ้าตัวทำอยู่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง

 

“อนุทิน” เล่น เต้น ร้อง ดาบ 2 คมทุนการเมือง เส้นบางๆระหว่างคะแนนนิยม กับความสนุกเกินพอดี

 

ไม่อยู่บนหิ้ง ลดระยะห่างระหว่างผู้นำกับประชาชน

 

โดยปกติภาพจำของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมักผูกอยู่กับโพเดียม ห้องประชุม คำแถลง และภารกิจราชการ แต่การขึ้นเวทีร้องเพลงทำให้เส้นแบ่งระหว่าง นายกรัฐมนตรี ข้าราชการ และประชาชน ดูแคบลง

 

จากผู้นำที่ต้องยืนพูดอยู่หลังโพเดียม กลายเป็นผู้นำที่ยืนถือไมโครโฟนอยู่บนเวทีเหมือนคนทั่วไป นี่อาจเป็นหนึ่งในภาพของ “การเมืองสมัยใหม่” ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนมากขึ้น

 

ข้อได้เปรียบทางการเมือง จึงไม่ได้มีเพียงความบันเทิง แต่ยังช่วยสร้างภาพจำว่า “อนุทิน” เป็นผู้นำที่เข้าถึงง่าย ไม่ถือตัว มีความมั่นใจ และไม่กลัวเสียฟอร์ม

 

ในทางการเมือง สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็น Emotional Attachment หรือความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างผู้คนกับตัวผู้นำได้

 

“อนุทิน” เล่น เต้น ร้อง ดาบ 2 คมทุนการเมือง เส้นบางๆระหว่างคะแนนนิยม กับความสนุกเกินพอดี

 

“ซอฟต์พาวเวอร์ส่วนตัว” ชิงพื้นที่ข่าวโดยไม่ต้องเปิดศึก

 

มีผู้เชี่ยวชาญอีกคนมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การร้อง เต้น และเล่นดนตรีของนายกฯ อนุทิน สามารถอธิบายได้ในมุมรัฐศาสตร์ และการตลาดสมัยใหม่ว่าเป็นการ “สร้างภาพจำ” ของผู้นำที่เข้าถึงง่าย

 

ความสามารถด้านดนตรีและบุคลิกสนุกสนานจึงถูกนำมาใช้เป็น “ซอฟต์พาวเวอร์ส่วนตัว” หรือ Asset ทางการเมือง

 

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ การสร้างพื้นที่สื่อโดยไม่จำเป็นต้องเปิดประเด็นขัดแย้งกับคู่แข่ง เพียงขึ้นเวทีร้องเพลง ก็สามารถกลายเป็นข่าวและสร้างบทสนทนาบนสื่อได้ ขณะเดียวกันยังช่วยสร้าง Political Branding ที่มีเอกลักษณ์ และทำให้ประชาชนจดจำตัวบุคคลได้ง่ายขึ้น

 

ในมุมนี้ “ความสามารถพิเศษ” ของผู้นำจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่สามารถกลายเป็นทุนทางการเมืองได้โดยอัตโนมัติ

 

และเมื่อมองผ่านสไตล์การเมืองของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับเครือข่าย ความสัมพันธ์ การเข้าถึงผู้คน และการบริหารความสัมพันธ์กับกลุ่มต่างๆ บุคลิกของ “อนุทิน” ก็ยิ่งสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้อย่างกลมกลืน

 

“อนุทิน” เล่น เต้น ร้อง ดาบ 2 คมทุนการเมือง เส้นบางๆระหว่างคะแนนนิยม กับความสนุกเกินพอดี

 

“นายกฯ” ในมุมเล่นเต้นร้อง มีด้านที่ต้องระวัง

 

ความเป็นกันเองและความสนุกสนานก็เป็น ดาบสองคม หากประเทศกำลังเผชิญวิกฤตด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชนอย่างรุนแรง ภาพนายกรัฐมนตรีที่ร้องเพลง เล่นดนตรี หรือแสดงออกอย่างผ่อนคลายมากเกินไป อาจถูกตีความว่า “ขาดความสุขุม” โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมต้องการเห็นผู้นำที่จริงจังและเด็ดขาด ภาพความสนุกสนานอาจย้อนกลับมาลดทอนความน่าเชื่อถือได้ และทิ่มแทงตัวเองได้

 

อีกประเด็นคือ หากการร้องเพลงหรือการแสดงออกลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยจนดูไม่เป็นธรรมชาติ ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองสามารถตีความว่าเป็นการ “สร้างภาพ” เพื่อกลบปัญหาการบริหาร หรือเบี่ยงความสนใจจากคำถามเชิงนโยบายที่ต้องการคำตอบ ดังนั้น เส้นแบ่งระหว่าง “เป็นตัวเอง” กับ “เล่นมากเกินไป” จึงมีความสำคัญอย่างมาก

 

“อนุทิน” เล่น เต้น ร้อง ดาบ 2 คมทุนการเมือง เส้นบางๆระหว่างคะแนนนิยม กับความสนุกเกินพอดี

 

จากเวที OTOP ถึงทำเนียบฯ คำถามคือ “ภาพจำ” จะกลายเป็นคะแนนนิยมได้แค่ไหน?

 

ดังนั้น จากเวที OTOP ที่ประชาชนราวครึ่งหมื่นเข้าร่วมชมและจับจ่ายสินค้า มียอดจำหน่ายในช่วง 4 วันแรกกว่า 310 ล้านบาท และงานยังจัดต่อเนื่องถึงวันอาทิตย์นี้

 

ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ภาพนายกรัฐมนตรีขึ้นเวทีร้องเพลง 18 เพลง จึงอาจมองได้มากกว่าสีสันของงาน เพราะในยุคที่การเมืองไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะนโยบาย แต่แข่งขันกันด้วย “ภาพจำ” และ “ความรู้สึก” ของประชาชน การ พูด เล่น เต้น ร้อง อาจไม่ใช่แค่ความสามารถพิเศษของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Political Branding ที่ทำให้คนจำเขาได้

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “นายกฯ ร้องเพลงเพราะหรือไม่” แต่คือ เมื่อใดที่ความเป็นกันเองจะกลายเป็นคะแนนนิยม และเมื่อใดที่ความสนุกสนานจนเกินพอดี อาจย้อนกลับมาท้าทายความเป็นผู้นำ โดยเฉพาะในวันที่ประเทศต้องการคำตอบที่จริงจังมากกว่าเสียงปรบมือบนเวที

 

ข่าวล่าสุด