เนชั่นทีวี

ข่าว

แก้ที่ดินเกาะหลีเป๊ะ พิพัฒน์สั่งเบรกคดี-ตั้งทีมรังวัด 60 วัน

06 ก.ค. 2569 | titayu_pur

แก้ที่ดินเกาะหลีเป๊ะ พิพัฒน์สั่งเบรกคดี-ตั้งทีมรังวัด 60 วัน

พิพัฒน์ รัชกิจประการ ถกแก้ปัญหาที่ดินเกาะหลีเป๊ะ สั่งชะลอดำเนินคดี พร้อมตั้งอนุกรรมการเทคนิคลงพื้นที่พิสูจน์สิทธิ์ เร่งสรุปชงนายกฯ ใน 60 วัน

พิพัฒน์ รัชกิจประการ ถกแก้ปัญหาที่ดินเกาะหลีเป๊ะ สั่งชะลอดำเนินคดี พร้อมตั้งอนุกรรมการเทคนิคลงพื้นที่พิสูจน์สิทธิ์ เร่งสรุปชงนายกฯ ใน 60 วัน

KEY

POINTS

  • ตั้งอนุกรรมการเทคนิค: มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลด้านเทคนิค โดยมีกรมแผนที่ทหาร, DSI, และตัวแทนภาคประชาชน ร่วมลงพื้นที่พิสูจน์สิทธิ์ใน 60 วัน
     
  • ชะลอดำเนินคดี: ที่ประชุมเห็นชอบให้ชะลอการดำเนินคดี กับฝ่ายผู้เรียกร้องเป็นการชั่วคราว เพื่อรอผลสรุปที่ชัดเจนจากทีมเทคนิค และเตรียมนำเสนอแก่นายกรัฐมนตรี
     
  • โฟกัสปมที่ดินโรงเรียน: มุ่งเน้นตรวจสอบพื้นที่พิพาทบริเวณโรงเรียนบนเกาะหลีเป๊ะ ที่ร้องเรียนว่าหายไปราว 1 ไร่ คาดเป็นพื้นที่ชายหาด ที่ต้องเร่งรังวัดใหม่ให้ชัดเจน ทุกฝ่ายยอมรับได้

6 กรกฎาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เดินหน้าจี้ปม ปัญหาที่ดินเกาะหลีเป๊ะ ที่ดินทับซ้อน นั่งประธานถกคณะกรรมการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่ดินชุมชนชาวเล สั่งเดินหน้า ชะลอดำเนินคดี แก่กลุ่มผู้เรียกร้อง พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการด้านเทคนิคดึง DSI-กรมแผนที่ทหาร ร่วมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เตรียมส่งทีมลงพื้นที่รังวัดพิสูจน์สิทธิ์ ข้อพาทที่ดิน และปมพื้นที่โรงเรียนหาย 1 ไร่ ขีดเส้นตายทำงานร่วมกันภายใน 60 วัน ก่อนชง นายกรัฐมนตรี


นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่ดินของชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล

 

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลด้านเทคนิค โดยมีผู้แทนกรมแผนที่ทหาร เป็นประธาน พร้อมผู้แทนนายอำเภอในจังหวัดสตูล กรมที่ดิน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตัวแทนภาคประชาชนร่วมเป็นอนุกรรมการ โดยคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว มีกรอบเวลาทำงาน 60 วัน เพื่อรวบรวมข้อมูล เสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ ก่อนรายงานผลต่อนายกรัฐมนตรี


นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ฝ่ายผู้เรียกร้องขอชะลอการดำเนินคดี เพื่อรอข้อสรุปของคณะอนุกรรมการที่เพิ่งตั้งขึ้น ซึ่งคณะกรรมการมีมติเห็นชอบ

 

 

แฟัมภาพปัญหาที่ดินทับซ้อนบนเกาะหลีเป๊ะ

  • ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ดินมีการซื้อขายเปลี่ยนมือหลายทอด จะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาหรือไม่

 

 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ประเด็นนี้ยังไม่ใช่สาระสำคัญ โดยจะพิจารณาจากผู้ครอบครอง และเจ้าของปัจจุบันเป็นหลัก ส่วนการซื้อขายหลายทอด หากมีหลักฐานถูกต้องก็ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน 




แฟัมภาพปัญหาที่ดินทับซ้อนบนเกาะหลีเป๊ะ

แฟัมภาพปัญหาที่ดินทับซ้อนบนเกาะหลีเป๊ะ

 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนในฐานะคนในพื้นที่ จึงทราบดีว่าปัญหาที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะมีความซับซ้อน บางรายมีสิทธิถูกต้อง บางรายยังมีปัญหา แต่ประเด็นที่คณะกรรมการให้ความสำคัญ คือพื้นที่พิพาทบริเวณโรงเรียน ซึ่งมีการร้องเรียนว่า พื้นที่หายไปประมาณ 1 ไร่ คาดว่าอาจเป็นพื้นที่ชายหาดที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้
 


แฟัมภาพปัญหาที่ดินทับซ้อนบนเกาะหลีเป๊ะ

 

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการด้านเทคนิค จะลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อยืนยันสิทธิให้ชัดเจน เนื่องจากการรังวัดเดิมมีผู้คัดค้าน จึงเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายพิสูจน์สิทธิตามข้อเท็จจริงอีกครั้ง 



แฟัมภาพปัญหาที่ดินทับซ้อนบนเกาะหลีเป๊ะ



ย้อนปมปัญหาที่ดินบน "เกาะหลีเป๊ะ" จังหวัดสตูล 

 

  • จุดเริ่มต้น: "สิทธิชุมชน" VS "เอกสารสิทธิ์รัฐ"

 

ชาวเลอูรักลาโว้ย คือชุมชนดั้งเดิมที่อาศัยและทำมาหากินบนเกาะหลีเป๊ะมานานนับร้อยปี โดยได้รับการชักชวนจากพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ให้อยู่เพื่อรักษาอาณาเขตของไทย (ไม่ให้ตกเป็นของมาเลเซียในยุคอาณานิคม)


ปี 2497 รัฐเปิดให้แจ้งครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่ชาวเลส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือและไม่เข้าใจกฎหมาย จึงไม่ได้แจ้งสิทธิ์ หรือบางส่วนถูกแจ้งสิทธิ์ทับซ้อนโดยบุคคลอื่น จนต่อมา ส.ค.1 เหล่านั้นถูกนำไปออกเป็น น.ส.3 และโฉนดที่ดินในภายหลัง

 

  • ยุคท่องเที่ยวบูม: การรุกคืบของทุนและการขับไล่

 

เมื่อเกาะหลีเป๊ะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ที่ดินมีมูลค่ามหาศาล นายทุนและผู้ประกอบการเริ่มเข้ามาซื้อเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 หรือโฉนดที่ดิน (ซึ่งหลายฉบับมีข้อครหาว่า "ออกโดยมิชอบ" หรือมีการ "บิน/บวม" ขยายพื้นที่เกินจริงจาก ส.ค.1 ดั้งเดิม)

ชาวเลหลายครอบครัวถูกฟ้องขับไล่ข้อหาบุกรุก ทั้งที่อยู่มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ

 

  • ชนวนเหตุล่าสุด: การปิดกั้นทางสาธารณะ

 

ปัญหาปะทุรุนแรงขึ้นเมื่อปลายปี 2565 เมื่อมีเอกชนรายหนึ่งสร้างรั้วเหล็กกั้น "ทางสาธารณะประโยชน์" ที่ชาวเลใช้เดินไปโรงเรียน ไปโรงพยาบาล และใช้ลงทะเลมานานหลายชั่วอายุคน โดยอ้างสิทธิ์ตามโฉนด


นำไปสู่การประท้วง และรัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ นำโดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (ในขณะนั้น) ซึ่งพบว่า มีความผิดปกติในการออกเอกสารสิทธิ์จริง และมีการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา

 

ย้อนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินเกาะหลีเป๊ะ

 

 

  • ยุคแรก: เน้นการเจรจาและผ่อนผัน (อดีต - ก่อนปี 2565)

 

การตั้งคณะกรรมการท้องถิ่น: รัฐบาลส่งหน่วยงานในพื้นที่และจังหวัดเข้ามาร่วมเจรจาระหว่างชาวเลกับนายทุนเป็นรายกรณีเมื่อเกิดการฟ้องขับไล่


การผ่อนปรน: ใช้วิธีขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้เปิดทางเดินชั่วคราว หรือชะลอการบังคับคดีขับไล่ แต่เป็นเพียงการ "แก้ปัญหาเฉพาะหน้า" ไม่ได้แก้ที่ต้นตอของเอกสารสิทธิ์

 

  • ยุคจุดเปลี่ยน: ใช้กฎหมายและนิติวิทยาศาสตร์ (ปี 2565 - 2567)

 

หลังจากเกิดเหตุการณ์ปิดกั้นทางเดินไปโรงเรียนของเด็กนักเรียนชาวเล เมื่อปลายปี 2565 รัฐบาลได้ปรับแนวทางมาเป็นการ "รื้อถอนและเพิกถอน" อย่างจริงจัง นำโดยคณะกรรมการตรวจสอบที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจ


พิสูจน์สิทธิ์ด้วยภาพถ่ายทางอากาศ: กระทรวงยุติธรรมนำภาพถ่ายทางอากาศในอดีตมาซ้อนทับเพื่อพิสูจน์ว่า เอกสารสิทธิ์ (น.ส.3) ฉบับใดที่มีการ "บวม" หรือขยายพื้นที่เกินจริงจาก ส.ค.1 ดั้งเดิม


การทวงคืนทางสาธารณะ: ใช้กฎหมายสั่งรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างที่กั้นทางสัญจรดั้งเดิมของชุมชน เพื่อคืนเส้นทางให้เด็กนักเรียนและชาวเลได้ใช้ตามสิทธิ์ชุมชน


ฟ้องเพิกถอนโฉนดมิชอบ: กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกับกรมที่ดิน ดำเนินการฟ้องร้องและใช้มาตรา 61 ตามประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ของนายทุนและรีสอร์ตที่พบว่าออกทับพื้นที่อุทยานฯ ตะรุเตา หรือทับที่ดินสาธารณะ


ยุคปัจจุบัน: จัดระเบียบถาวรและพัฒนาวิถีชีวิต (ปี 2568 - ปัจจุบัน)

 

การจัดที่ดินทำกิน (คทช.): สำหรับพื้นที่ที่เพิกถอนจากนายทุน หรือเป็นที่ดินของรัฐ รัฐบาลใช้แนวทางการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อให้ชาวเลอยู่อาศัยได้อย่างถูกกฎหมายในรูปแบบผืนผ้าของชุมชน (ห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือ)


การคุ้มครองพื้นที่วัฒนธรรม: มีการผลักดันให้พื้นที่เกาะหลีเป๊ะบางส่วนเป็น "เขตส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์" เพื่อคุ้มครองสุสานโบราณ พื้นที่ทำพิธีกรรม และวิถีการประมงพื้นบ้านของชาวเล ไม่ให้ถูกการท่องเที่ยวรุกรานในอนาคต

 

สรุปภาพรวม


 

จากเดิมที่รัฐทำเพียง "ไกล่เกลี่ยพยุงปัญหา" ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้แนวทาง "ยึดหลักกฎหมายควบคู่กับวิทยาศาสตร์" เพื่อตัดสิทธิ์เอกสารที่ไม่ถูกต้อง แล้วนำที่ดินนั้นกลับมาจัดสรรเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของชุมชนอย่างมั่นคง 

 

 

แฟ้มภาพปัญหาที่ดินเกาะหลีเป๊ะ

ข่าวล่าสุด