เนชั่นทีวี

ข่าว

คลื่นมหาชนล้นเตหะรานเคลื่อนศพ "คาเมเนอี"-กลุ่มโอเปกพลัสขยับเพิ่มผลิตน้ำมัน

06 ก.ค. 2569 | apirak_pra

คลื่นมหาชนล้นเตหะรานเคลื่อนศพ "คาเมเนอี"-กลุ่มโอเปกพลัสขยับเพิ่มผลิตน้ำมัน

ขบวนเคลื่อนศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เริ่มต้นขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ท่ามกลางพลังมวลชนเรือนล้านในเตหะราน ขณะที่กลุ่ม OPEC+ ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบรับตลาดฟื้นตัว

ขบวนเคลื่อนศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เริ่มต้นขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ท่ามกลางพลังมวลชนเรือนล้านในเตหะราน ขณะที่กลุ่ม OPEC+ ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบรับตลาดฟื้นตัว

KEY

POINTS

  • ประชาชนนับแสนในกรุงเตหะรานเข้าร่วมรัฐพิธีเคลื่อนขบวนศพของอดีตผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี พร้อมแสดงสัญลักษณ์เรียกร้องการแก้แค้นสหรัฐฯ และอิสราเอล
  • กลุ่มประเทศโอเปกพลัส (OPEC+) มีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม เพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพตลาดพลังงานโลก
  • ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านเริ่มใช้อำนาจแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ขณะที่ประธานรัฐสภาอิหร่านชูบันทึกความเข้าใจกับสหรัฐฯ ว่าเป็นชัยชนะของกลุ่ม "อักษะแห่งการต่อต้าน"

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นศูนย์กลางความสนใจของชาวโลก ล่าสุดในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน รัฐพิธีเคลื่อนขบวนศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางคลื่นมหาชนนับแสนคนที่หลั่งไหลเข้ามาร่วมส่งดวงวิญญาณเป็นวันสุดท้าย ขณะเดียวกัน ในภาคเศรษฐกิจและพลังงานโลก กลุ่มประเทศ OPEC+ ได้ออกมาประกาศแผนการครั้งสำคัญในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบรายเดือน หลังจากตลาดพลังงานเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากผลกระทบของสงครามอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

ขบวนเคลื่อนศพประวัติศาสตร์ยาวนาน 12 ชั่วโมง ปลุกสัญลักษณ์สู้ศึก "แก้แค้น"

สำนักข่าวเพรส ทีวี (Press TV) ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า ขบวนรถเคลื่อนหีบศพของอดีตผู้นำสูงสุดและสมาชิกในครอบครัวได้เคลื่อนออกจากมัสยิดอิหม่ามโคมัยนี มอสลา มุ่งหน้าสู่เส้นทางรัฐพิธีความยาวกว่า 10 กิโลเมตร ผ่านจุดสำคัญทั่วนครหลวง อาทิ ถนนดามาแวนด์, จัตุรัสอิหม่ามฮุสเซน, ถนนและจัตุรัสเอนเกลาบ์ (ปฏิวัติ) ไปจนถึงจัตุรัสอาซาดิ (อิสรภาพ) และสิ้นสุดที่ทางหลวงชาฮิด ลัชการี ใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติเมหราบัด โดยผู้จัดงานคาดการณ์ว่าพิธีเคลื่อนขบวนครั้งนี้จะยาวนานถึง 10-12 ชั่วโมงเนื่องจากปริมาณฝูงชนที่หนาแน่น

คลื่นมหาชนล้นเตหะรานเคลื่อนศพ "คาเมเนอี"-กลุ่มโอเปกพลัสขยับเพิ่มผลิตน้ำมัน

สิ่งที่น่าจับตาในรัฐพิธีครั้งนี้คือ การที่ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมจำนวนมากพากันโบกสะบัด "ธงสีแดง" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาของนิกายชีอะห์ที่สื่อถึง "การล้างแค้นเพื่อทดแทนสายเลือดที่สูญเสียไป" โดยบนผืนธงมีการจารึกข้อความโบราณและข้อความที่แต่งขึ้นใหม่ระบุว่า "โอ้...ผู้ล้างแค้นให้คาเมเนอี" (Ya Latharat al-Khamenei) เพื่อโยงเข้ากับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของอิหม่ามฮุสเซน นอกจากนี้ มวลชนจำนวนมากยังได้ชูแผ่นป้ายต่อต้านตะวันตกอย่างรุนแรง มีป้ายข้อความเรียกร้องให้ปลิดชีพประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ รวมถึงภาพของรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ พร้อมข้อความขู่กรรโชก "จะต้องมีนองเลือด" (There will be blood)

 

ผู้นำคนใหม่ใช้อำนาจแต่งตั้งประธานศาล ด้านสภาผู้แทนฯ ชี้บันทึกความเข้าใจคือชัยชนะ

ในด้านการบริหารโครงสร้างอำนาจภายในประเทศ อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน แม้จะยังไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด แต่ได้เริ่มใช้อำนาจสั่งการอย่างเป็นทางการผ่านการออกกฤษฎีกาแต่งตั้งให้ โกลาม-ฮอสเซน โมห์เซนี-เอเจอี ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาและหัวหน้าฝ่ายตุลาการของอิหร่านต่อไปอีกวาระหนึ่ง โดยเอเจอีเคยมีบทบาทสำคัญในการเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคดีและปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างเด็ดขาดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งกล่าวหาว่ากลุ่มผู้ประท้วงเหล่านั้นเป็นสายลับที่ทำงานประสานร่วมกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

คลื่นมหาชนล้นเตหะรานเคลื่อนศพ "คาเมเนอี"-กลุ่มโอเปกพลัสขยับเพิ่มผลิตน้ำมัน

ขณะเดียวกัน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้เข้าหารือร่วมกับผู้แทนระดับสูงของกลุ่มฮูตีแห่งเยเมน พร้อมแถลงเชิดชูบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ลงนามร่วมกับสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ โดยกาลิบาฟระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็น "ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ทั้งทางการเมืองและการทหารของกลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน" (Axis of Resistance) เนื่องจากเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บังคับให้สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องยอมรับการมีอยู่และอำนาจของเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาค ทั้งฮิซบอลเลาะห์, ฮูตี และฮามาส อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

โอเปกพลัสขยับเพิ่มผลิตน้ำมันดิบ ด้านอิสราเอลเมินข้อตกลงเดินหน้าถล่มเลบานอน-กาซา

สำหรับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจโลก กลุ่มประเทศ OPEC+ นำโดย 7 ประเทศสมาชิกหลัก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย, อิรัก, คูเวต, คาซัคสถาน, แอลจีเรีย และโอมาน ได้จัดประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์และมีมติร่วมกันในการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้นอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป การขยับเพดานการผลิตครั้งนี้นับเป็นการปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 เพื่อหวังกระตุ้นและฟื้นฟูเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก หลังจากต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันและปัญหาวิกฤตการณ์ทางเรือจากผลกระทบของสงคราม

ทว่าในภาคสนามรบจริง ข้อตกลงหยุดยิงดูเหมือนจะไร้ความหมายเมื่อกองทัพอิสราเอลยังคงเปิดฉากโจมตีทางอากาศและระดมยิงปืนใหญ่ใส่พื้นที่เมืองนาบาติเยห์ (Nabatieh) ทางตอนใต้ของเลบานอนอย่างหนักหน่วง แม้ว่ารัฐบาลอิสราเอลจะเพิ่งลงนามในข้อตกลงยุติการสู้รบที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเมื่อเดือนที่ผ่านมาก็ตาม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้เนื่องจากเสี่ยงต่อการโดนโจมตีซ้ำ เช่นเดียวกับในฉนวนกาซาที่กองทัพอิสราเอลยังคงส่งโดรนเข้าทิ้งระเบิดสังหารพลเรือน รวมถึงเกิดวิกฤตสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังจาก ดร.ฮุสซาม อาบู ซาเฟีย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาซาที่ถูกลักพาตัวไป กำลังเผชิญภาวะวิกฤตสุขภาพและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในเรือนจำอิสราเอลจากการถูกทรมานอย่างทารุณ

ข่าวล่าสุด