ขณะเดียวกัน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้เข้าหารือร่วมกับผู้แทนระดับสูงของกลุ่มฮูตีแห่งเยเมน พร้อมแถลงเชิดชูบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ลงนามร่วมกับสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ โดยกาลิบาฟระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็น "ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ทั้งทางการเมืองและการทหารของกลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน" (Axis of Resistance) เนื่องจากเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บังคับให้สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องยอมรับการมีอยู่และอำนาจของเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาค ทั้งฮิซบอลเลาะห์, ฮูตี และฮามาส อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โอเปกพลัสขยับเพิ่มผลิตน้ำมันดิบ ด้านอิสราเอลเมินข้อตกลงเดินหน้าถล่มเลบานอน-กาซา
สำหรับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจโลก กลุ่มประเทศ OPEC+ นำโดย 7 ประเทศสมาชิกหลัก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย, อิรัก, คูเวต, คาซัคสถาน, แอลจีเรีย และโอมาน ได้จัดประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์และมีมติร่วมกันในการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้นอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป การขยับเพดานการผลิตครั้งนี้นับเป็นการปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 เพื่อหวังกระตุ้นและฟื้นฟูเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก หลังจากต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันและปัญหาวิกฤตการณ์ทางเรือจากผลกระทบของสงคราม
ทว่าในภาคสนามรบจริง ข้อตกลงหยุดยิงดูเหมือนจะไร้ความหมายเมื่อกองทัพอิสราเอลยังคงเปิดฉากโจมตีทางอากาศและระดมยิงปืนใหญ่ใส่พื้นที่เมืองนาบาติเยห์ (Nabatieh) ทางตอนใต้ของเลบานอนอย่างหนักหน่วง แม้ว่ารัฐบาลอิสราเอลจะเพิ่งลงนามในข้อตกลงยุติการสู้รบที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเมื่อเดือนที่ผ่านมาก็ตาม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้เนื่องจากเสี่ยงต่อการโดนโจมตีซ้ำ เช่นเดียวกับในฉนวนกาซาที่กองทัพอิสราเอลยังคงส่งโดรนเข้าทิ้งระเบิดสังหารพลเรือน รวมถึงเกิดวิกฤตสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังจาก ดร.ฮุสซาม อาบู ซาเฟีย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาซาที่ถูกลักพาตัวไป กำลังเผชิญภาวะวิกฤตสุขภาพและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในเรือนจำอิสราเอลจากการถูกทรมานอย่างทารุณ