นายทิวา กล่าวต่อไปว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว กระบวนการจัดสอบยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีมหาวิทยาลัย 2 แห่งยื่นข้อเสนอแข่งขันกัน คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ซึ่งแม้ว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์จะเสนอราคาที่ต่ำกว่า แต่คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า มศว มีความพร้อมและมีความน่าเชื่อถือในระบบการจัดสอบมากกว่า จึงคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการ ก่อนจะส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณา ซึ่งทางกรมบัญชีกลางก็ได้ให้ความเห็นชอบตามขั้นตอนระเบียบราชการทุกประการ
ทั้งนี้ ขอยืนยันว่ากระบวนการจัดสอบทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไม่ใช่การซื้อขายตำแหน่งหรือการซื้อขายข้อสอบตามที่มีการกล่าวอ้าง และในขณะนั้นแม้จะมีคลิปเสียงปรากฏขึ้น แต่เนื่องจากยังไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกรับเงินจริง จึงยังไม่สามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้
อย่างไรก็ตาม นายทิวา ระบุว่า ในเวลาต่อมาได้มีการนำคลิปเสียงดังกล่าวไปเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “บังแจ็ค” ซึ่งครั้งนี้มีการระบุชื่อของนายทรงศักดิ์อย่างชัดเจน พร้อมทั้งกล่าวอ้างข้อมูลอันเป็นเท็จว่า มีโควตาผู้เข้าสอบจากคนใกล้ชิดจำนวน 1,500 อัตรา และมีการเรียกเก็บเงินรายละ 350,000 บาท เพื่อนำส่งให้แก่หน่วยงานผู้จัดสอบและนายทรงศักดิ์ การกระทำดังกล่าวส่งผลให้รองนายกรัฐมนตรีได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศอย่างร้ายแรง
ส่งทนายแจ้งจับ "บังแจ็ค-กิจ-ส้ม" ปมปล่อยคลิปเสียงโยงทุจริตสอบท้องถิ่น
ในวันนี้ ตนจึงได้รับมอบหมายให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ส้ม และนายกิจ ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของเสียงในคลิป รวมถึงบุคคลผู้เผยแพร่คลิปผ่านเพจ “บังแจ็ค” ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) ในข้อหานำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
นายทิวา ได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า คลิปเสียงดังกล่าวอาจมีเจตนาแอบแฝงเพื่อทำลายกระบวนการประมูล เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลบางส่วนที่เสียผลประโยชน์และไม่ชนะการประมูลจัดสอบ อีกทั้งยังมุ่งหวังสร้างความเสียหายทางการเมืองต่อนายทรงศักดิ์และพรรคการเมืองที่สังกัด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว นายทรงศักดิ์ไม่เคยรู้จักหรือมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับบุคคลทั้งสองคนในคลิปเสียงมาก่อนเลย
นอกจากนี้ ทางทีมกฎหมายได้เรียกร้องให้พนักงานสอบสวนเร่งออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ปากคำ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าการกล่าวอ้างเรื่องโควตาและการเรียกรับเงินนั้นมีหลักฐานรองรับหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงมาถึงนายทรงศักดิ์จริงตามที่พาดพิงหรือไม่
นายทิวา กล่าวทิ้งท้ายว่า หากข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งระดับ 1,500 อัตราเป็นความจริง ย่อมต้องมีผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ทั้งฝั่งผู้เรียกรับเงิน ผู้จ่ายเงิน และผู้เข้าสอบ ซึ่งอาจมีจำนวนรวมกันหลายหมื่นคน ดังนั้นจึงไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปโดยไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง และทางนายทรงศักดิ์จะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด
มีรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ทนายความให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้รับคำร้องทุกข์และสอบปากคำไว้พิจารณา พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป