ศาลสั่งตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต "ศุภชัย โพธิ์สุ" ครองที่ป่าดงพะทาย
11 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

ศาลฎีกาสั่งประหารชีวิตทางการเมือง “สหายแสง” "ศุภชัย โพธิ์สุ" ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีพ ปมผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง คดีครอบครองที่ดินป่าดงพะทาย 220 ไร่
ข่าว
11 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

ศาลฎีกาสั่งประหารชีวิตทางการเมือง “สหายแสง” "ศุภชัย โพธิ์สุ" ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีพ ปมผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง คดีครอบครองที่ดินป่าดงพะทาย 220 ไร่
KEY
POINTS
11 มิถุนายน 2569 ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดี ศุภชัย โพธิ์สุ หรือ สหายแสง กรณีครอบครองที่ดินรัฐโดยมิชอบ ชี้ฝ่าฝืน มาตรฐานจริยธรรม ร้ายแรง สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการตรวจสอบ นักการเมือง ทุจริตที่ดินป่าดงพะทาย
ที่ศาลฎีกา สนามหลวง ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาในคดี คมจ. 2/2568 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือ สหายแสง อดีตรองประธานสภา ในคดีมาตรฐานจริยธรรม
คดีนี้ เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2568 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านขณะดำรงตำแหน่ง สส. สมัยที่ 4 ตั้งแต่ 24 มี.ค. 2562 - 20 มี.ค. 2566 ซึ่งเป็นขณะที่ มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับ ผู้คัดค้านยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม รวม 40 ใบจอง เนื้อที่ 220 ไร่ มูลค่าประมาณ 6.6 ล้านบาท อันเป็นการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ผู้คัดค้านเข้าดำรงตำแหน่ง สส. สมัยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2544 เรื่อยมา
โดยผู้คัดค้านไม่ได้เป็นบุคคลที่ได้รับใบจอง (น.ส. 2) และไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับจัดสรรที่ดินตามระเบียบ ว่าด้วยการจัดที่ดินประชาชน อันเป็นการกระทำที่ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติ เหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน อันทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง สส. ขอให้พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปี ผู้คัดค้านให้การปฏิเสธ
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่า ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2563 นั้น ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่ง สส. จังหวัดนครพนม วาระที่ 4 จึงมิใช่กรณีที่ผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ หรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกิน 5 ปี ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 55 (3)
ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ตั้งแต่ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม วาระที่ 1 ถึงวาระที่ 4 รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองนั้น ผู้คัดค้านยังคงถือครองที่ดินตลอดมาจนกระทั่งมีการกล่าวหาผู้คัดค้าน และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้พิจารณา จึงเป็นการดำเนินการภายในระยะเวลาที่ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มิใช่กรณีเป็นเรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกิน 10 ปี นับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่มีการกล่าวหา นอกจากนี้ มาตรา 51 วรรคหก เป็นเพียงบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่ตัดอำนาจในการไต่สวน ฉะนั้น แม้ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจไต่สวนได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ หรือไม่ โดยวินิจฉัยว่าแม้ขณะที่ซื้อที่ดินตามคำร้อง ผู้คัดค้านเป็นเพียงราษฎรซึ่งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่พฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านซื้อที่ดินของรัฐจำนวนมากถึง 220 ไร่ มาเป็นของตนเอง ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวอยู่ในโครงการจัดที่ดินเพื่อประชาชนซึ่งมีเจตนารมณ์ของการจัดที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจน และเกษตรกร ย่อมเป็นการหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต
ไม่เป็นที่ไว้วางใจ และไม่ตรงไปตรงมา การซื้อขายที่ดินทั้ง 40 แปลง ซึ่งมีข้อห้ามกำหนดห้ามโอน ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่ต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเมื่อปรากฏว่าผู้มีชื่อตามใบจองละทิ้งที่ดินและได้ดำเนินการจำหน่ายสิทธิในที่ดิน และใบจองแล้ว ย่อมมีผลทำให้ที่ดินกลับเป็นที่ดินของรัฐ หาได้แปลความว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ที่ครอบครองอยู่โดยไม่ได้มีชื่อตรงตามใบจอง จะมีสิทธินำเดินสำรวจออกโฉนดได้ทันที
แต่ต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเสียใหม่ โดยนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติพิจารณาอนุมัติการวางแผนการถือครองที่ดินต่อไป ไม่ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดให้พื้นที่ป่าดงพะทายเป็นพื้นที่ออกเดินสำรวจ จึงไม่มีการดำเนินการของกรมที่ดิน หรือจังหวัดนครพนมที่ทำให้นิติกรรมการซื้อขายที่เป็นโมฆะแล้วกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง
การที่ผู้คัดค้านครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา จึงเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้คัดค้านย่อมตระหนักว่าเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จำต้องดำรงไว้ซึ่งจริยธรรม อันเป็นหลักการและเหตุผลให้ต้องกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับ แต่ผู้คัดค้านคงยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการครอบครองที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ นอกจากเป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่นเข้าทำประโยชน์แล้ว ผู้คัดค้านยังก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ตนเอง แทนที่ผลประโยชน์จะเกิดแก่ราษฎรตามเจตนารมณ์ของการจัดที่ดิน
การครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน และป่าไม้ของรัฐตามระเบียบและกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แม้ภายหลังผู้คัดค้านมีหนังสือขอสละสิทธิครอบครอง และใช้ประโยชน์ในที่ดิน จำนวน 39 แปลง ก็ตาม แต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ถูกกล่าวหา และคณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว การกระทำของผู้คัดค้าน จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามคำร้อง
พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 ประกอบ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่ง และข้อ 17 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา
ข่าวล่าสุด