นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ให้สัมภาษณ์ หลังเวทีเปิดรับฟัง “TH-AI Passport Forum” ว่า ได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณและการลดข้อกังวลของสังคมเกี่ยวกับการจ่ายเงินภาครัฐล่วงหน้าในกรณีที่มีผู้ใช้งานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
นายพชร กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการได้ส่งต่อมายังกระทรวงโดยตรง พร้อมกำชับให้พิจารณาหาแนวทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐและลดความเสี่ยงทางกฎหมายให้มากที่สุด จึงนำไปสู่แนวคิดในการเจรจากับคู่สัญญาเพื่อปรับรูปแบบการจ่ายเงินให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง หรือหลักการใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้นกล่าวคือ หากจำนวนผู้ใช้งานไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านคน รัฐก็จะจ่ายตามจำนวนการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่จ่ายเต็มจำนวนตั้งแต่ต้น โดยยืนยันว่าหลักการดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เป็นแนวทางสำคัญในการเจรจาต่อไป
"สำหรับข้อเสนอแนะอื่นๆ ที่ได้รับจากเวทีรับฟังความคิดเห็นนั้น มีทั้งเรื่องการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล การใช้คลิปวิดีโอ การจัดทำหลักสูตรอบรมและการส่งเสริมการใช้งาน AI ให้เหมาะสมกับแต่ละสายอาชีพ ซึ่งกระทรวงรับฟังทั้งหมด และบางประเด็นอาจไม่จำเป็นต้องแก้ไขในสัญญาหรือจัดทำเอกสารแนบท้ายเพิ่มเติม แต่ในส่วนของสาระสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายเงินตามผลการใช้งานจริงนั้น จะต้องมีการจัดทำเอกสารแนบท้ายสัญญาอย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขสัญญา" นายพชร เผย
กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อจอดิจิทัลกว่า 1,500 จอนั้น
นายพชร ชี้แจงว่า รายการดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายใต้งบประมาณโครงการ โดยวงเงินที่เกี่ยวข้องอยู่ในหมวดกิจกรรมซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 900 ล้านบาท
ทั้งนี้ TOR ไม่ได้กำหนดให้ต้องประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงการจัดอบรม การสัมมนา และกิจกรรมส่งเสริมความรู้ทั่วประเทศ ขณะที่การประชาสัมพันธ์เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของโครงการเท่านั้น หากพิจารณารายละเอียดทั้งหมดจะพบว่ามีทั้งสื่อออนไลน์และสื่อออฟไลน์หลายรูปแบบ ไม่ได้มีเฉพาะการประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมย้ำว่าเป้าหมายสำคัญของกระทรวงคือการสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงและเรียนรู้การใช้งาน AI ได้อย่างทั่วถึงมากที่สุด
ประเด็นที่มีการตั้งคำถามเรื่องระยะเวลาการจัดซื้อจัดจ้าง
นายพชร ตอบว่า กระทรวงดำเนินการทุกขั้นตอนตามกฎระเบียบของทางราชการอย่างครบถ้วน ตนมีพื้นฐานการทำงานจากกระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลาง จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ส่วนข้อสงสัยว่า TOR เปิดช่องให้แก้ไขหรือยกเลิกสัญญาได้หรือไม่ หากพบว่าเกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ
นายพชร แจงว่า TOR และสัญญาเป็นคนละส่วนกัน โดยขั้นตอนการจัดทำ TOR ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาและจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว ขณะที่สัญญาเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐกับผู้รับจ้าง ซึ่ง TOR จะถูกแนบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นหากจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดบางประการ ก็สามารถดำเนินการผ่านเอกสารแนบท้ายสัญญาได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบและวัตถุประสงค์เดิมที่กำหนดไว้ใน TOR และต้องได้รับความยินยอมจากทั้ง 2 ฝ่าย
สำหรับกรณีที่บนเวทีเสวนาที่ช่วงหนึ่งนายพชรชี้แจงว่าหากโครงการนี้ไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน อาจไม่มีโอกาสเกิดขึ้นอีกในรัฐบาลอื่นนั้น
นายพชร ตอบคำถามดังกด่าวว่า เป็นความเห็นส่วนตัวที่มองจากมิติของความคุ้มค่า โดยเปรียบเทียบกับบริการ AI ของภาคเอกชนที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีค่าบริการขั้นต่ำประมาณ 259 บาทต่อเดือน ขณะที่โครงการ TH-AI Passport เสนอค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน และยังเปิดให้เข้าถึงโมเดล AI ได้หลากหลายกว่า จึงเห็นว่าเป็นโครงการที่มีความคุ้มค่าในระดับหนึ่ง
ส่วนกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน เปิดเผยข้อมูลจากผู้ร้องเรียนว่ามีบุคคลหรือกลุ่มธุรกิจน้ำมันบางส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว
นายพชร กล่าวว่า ตนรับทราบเพียงข้อมูลผู้ชนะการประมูลและกิจการร่วมค้าที่ได้รับสัญญาเท่านั้น ไม่ทราบรายละเอียดว่ามีบริษัทประเภทใดหรือบุคคลใดเข้ามาเกี่ยวข้องตามที่มีการกล่าวอ้าง อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาใด ๆ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามปกติได้
ส่วนจำนวนผู้ใช้งานเป้าหมาย 5 ล้านคนอาจน้อยเกินไปหรือไม่
นายพชร กล่าวว่า เดิมทีมีความกังวลว่าจำนวนดังกล่าวอาจมากเกินความต้องการ แต่จากกระแสความสนใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เริ่มมองว่าตัวเลข 5 ล้านคนอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานจริงของประชาชน
ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามว่าหากท้ายที่สุดโครงการต้องถูกยกเลิกจะมีภาระการชดเชยค่าเสียหายหรือไม่
นายพชร ระบุว่า เรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาตามเงื่อนไขในสัญญาและการเจรจากับคู่สัญญา โดยยังไม่สามารถตอบได้ว่าหากยกเลิกแล้วจะมีการเรียกร้องค่าเสียหายหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป
สำหรับข้อสังเกตว่ารายละเอียดหลายส่วนใน TOR มีความคล้ายคลึงกับโครงการก่อนหน้านี้
นายพชร ชี้แจงว่า ในทางปฏิบัติ ทีโออาร์ของหน่วยงานราชการจำนวนมากมีเนื้อหาบางส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะในรายละเอียดทางเทคนิคหรือเงื่อนไขมาตรฐาน ซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญที่ใช้ตัดสินคุณสมบัติของผู้เสนอราคา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่เจ้าหน้าที่จะอ้างอิงแนวทางจากโครงการในลักษณะใกล้เคียงกันที่เคยดำเนินการมาก่อน
ในส่วนของไทม์ไลน์การแก้ไขสัญญาและการนำข้อเสนอแนะจากเวทีรับฟังความคิดเห็นไปปรับใช้
นายพชร ระบุว่า กระทรวงพยายามเร่งหาข้อยุติให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ เพื่อให้สามารถเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้งานโครงการได้ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม โดยต้องการให้วันเริ่มต้นมีความชัดเจนและง่ายต่อการบริหารจัดการ
เมื่อถามว่าในฐานะที่ทำโครงการภาครัฐมานานแนวคิดการจ่ายเงินตามผลการใช้งานจริงสามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่
นายพชร กล่าวว่า หลักการดังกล่าวเป็นแนวทางที่สามารถทำได้ โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับการจ่ายค่าตอบแทนตามผลสัมฤทธิ์ของงานหรือ Success Fee ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่พบได้ทั่วไป แต่ท้ายที่สุดก็ต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาและความยินยอมของคู่สัญญาด้วย
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่คู่สัญญาจะยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว เนื่องจากราคาที่เสนอมาอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว
นายพชร กล่าวว่า เป็นเรื่องของการคำนวณทางธุรกิจของเอกชน แต่ในมุมของภาครัฐมีหน้าที่ทำให้โครงการบรรลุเป้าหมายสูงสุด ขณะเดียวกันเชื่อว่าคู่สัญญาเองก็เห็นประโยชน์จากโครงการนี้เช่นกัน เพราะหากดำเนินโครงการได้สำเร็จ ก็จะสามารถต่อยอดชื่อเสียงและโอกาสทางธุรกิจในอนาคตได้มากกว่าผลตอบแทนจากสัญญาเพียงอย่างเดียวง
กรณีที่มีคำถามเหตุใด Microsoft จึงเข้าร่วมเวทีเพียงรายเดียว และมีการเชิญผู้ให้บริการรายอื่นหรือไม่
นายพชร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์และกระแสวิพากษ์วิจารณ์บางประการที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวโครงการโดยตรง แต่ส่งผลให้บางบริษัทไม่ต้องการเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่มักหลีกเลี่ยงประเด็นความขัดแย้งหรือข้อครหาในสังคม ทั้งนี้ มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อกล่าวหาผ่านสื่อออนไลน์บางส่วน จนทำให้บางบริษัทมีความกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตนเอง แต่ทาง Microsoft พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีประเด็นปัญหาและยินดีเข้าร่วมเวทีดังกล่าว ขณะที่กระทรวงไม่สามารถบังคับให้บริษัทใดเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมได้ เนื่องจากการเชิญผู้ให้บริการเข้าร่วมเวทีเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้าง
ส่วนรู้สึกเสียกำลังใจหรือไม่ที่โครงการถูกตรวจสอบอย่างหนักจากสังคมและฝ่ายการเมือง
นายพชร กล่าวว่า ไม่รู้สึกเสียกำลังใจ และมองว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ควรเกิดขึ้น เพราะโครงการที่ใช้งบประมาณของรัฐจำเป็นต้องเปิดให้สาธารณชนและฝ่ายการเมืองตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งการตรวจสอบในระหว่างที่โครงการยังอยู่ระหว่างดำเนินการถือเป็นเรื่องที่ดีกว่าการรอให้โครงการสิ้นสุดหรือรอให้ผู้รับผิดชอบเกษียณอายุราชการไปแล้วจึงค่อยมาตรวจสอบ
และหากมีข้อสงสัยใดๆ ควรตรวจสอบให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับข้อเท็จจริงและสามารถคลี่คลายข้อกังขาต่าง ๆ ได้ พร้อมยืนยันว่าหากหน่วยงานดำเนินการด้วยความโปร่งใส พูดความจริง และสามารถทำให้โครงการเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายได้ ก็พร้อมรับการตรวจสอบจากทุกฝ่าย
ส่วนหากพบการทุจริตในโครงการ จะมีการยกเลิกโครงการหรือไม่
นายพชร กล่าวว่า เราไม่พูดกันลอยๆ ดีกว่า และถ้ามีการทุจริตเราต้องยกเลิกอยู่แล้ว