รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นเพียงการสร้างทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อาหารสัตว์เท่านั้น ไม่ใช่การเปิดทางให้นำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยการนำเข้ายังคงอยู่ภายใต้กรอบ WTO และมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดสัดส่วน 3 ต่อ 1 อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ 1 ส่วน จะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน
ทั้งนี้ กรอบการนำเข้าภายใต้ WTO ที่ 1 ล้านตัน สำหรับปี 2569 และเงื่อนไขการรับซื้อในประเทศข้างต้น จะทำให้สามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีรวมกันได้ไม่เกิน 1.7 ล้านตัน โดยไม่มีการเพิ่มปริมาณนำเข้าแต่อย่างใด รวมถึงยังคงการกำหนดช่วงเวลาการนำเข้าไม่ให้ตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตภายในประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย
นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ โดยกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำที่ความชื้น 30% สำหรับพื้นที่ผลิตหลัก 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี ไว้ที่กิโลกรัมละ 7.05 บาท และกำหนดราคารับซื้อหน้าโรงงานอาหารสัตว์ที่ความชื้น 14.5% ไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 9.80 บาท ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ในระดับสูงกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนด โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 8.03 บาท ขณะที่ราคาหน้าโรงงานอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 12.85 บาท
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ตระหนักดีว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ทั้งค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง และต้นทุนด้านแรงงานได้ปรับตัวสูงขึ้น จึงเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เพื่อพิจารณาทบทวนราคารับซื้อขั้นต่ำให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง รวมทั้งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลพื้นที่หลักใน 5 จังหวัด ทั้งที่เป็นพื้นที่สูง รวมถึงพื้นที่ขนาดเล็ก และพื้นที่ที่มีต้นทุนการรวบรวมผลผลิตสูงกว่าพื้นที่เป้าหมาย
“เราทราบดีว่ามีเกษตรกรจำนวนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่สูง ซึ่งมีต้นทุนด้านการขนส่งและการรวบรวมผลผลิตสูงกว่าพื้นที่หลัก กระทรวงพาณิชย์จะหารือร่วมกับคณะกรรมการ นบขพ. บ่ายวันนี้ เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการสนับสนุนการเข้าซื้อผลผลิตและลดภาระต้นทุนของเกษตรกรกลุ่มดังกล่าว” นางศุภจี กล่าว
สำหรับประเด็นความกังวลเกี่ยวกับข้าวโพด GMO นางศุภจี ยืนยันว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย พบว่า MOU ที่ภาคเอกชนไทยลงนามกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุการนำเข้าข้าวโพด GMO แต่อย่างใด แต่เป็นการระบุถึงความร่วมมือในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากมีการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ GMO ผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเคร่งครัด โดยต้องได้รับใบอนุญาตและใบรับรองที่เกี่ยวข้องตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดพืชจากแหล่งที่กำหนดเป็นสิ่งต้องห้าม ข้อยกเว้น และเงื่อนไข ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. ๒๕๐๗ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๕๓ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมวิชาการเกษตร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศและภาคการเกษตรของประเทศ
“กระทรวงพาณิชย์จะประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การนำเข้าเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ รวมทั้งกำชับให้มีการควบคุมอย่างเข้มงวด ต้องอยู่ภายใต้ระบบควบคุมที่รัดกุม ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและการเพาะปลูกภายในประเทศ” นางศุภจี กล่าว
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังระบุว่า ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาหารและอาหารสัตว์แล้ว ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศเชิงบวกในการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศ ในช่วงที่มีการหารือด้านเศรษฐกิจและการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยการที่ภาคเอกชนไทยแสดงเจตนารมณ์ในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสะท้อนความตั้งใจของไทยในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ในระยะยาว
“การลงนาม MOU ดังกล่าวยังไม่ได้เป็นการซื้อขายสินค้า แต่เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ อีกด้วย” นางศุภจี กล่าว
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะดำเนินนโยบายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นสำคัญ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยการนำเข้าทุกกรณีจะต้องอยู่ภายใต้กรอบที่กำหนด ไม่มีการเพิ่มโควตาการนำเข้า และมีมาตรการ กฎหมายกำกับดูแลที่รัดกุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และรายได้ของเกษตรกรไทย