เนชั่นทีวี

ข่าว

ดีอีเปิดเวทีรับฟังความเห็นโปรเจกต์ “TH-AI Passport” 1.6 พันล้าน

11 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

ดีอีเปิดเวทีรับฟังความเห็นโปรเจกต์ “TH-AI Passport” 1.6 พันล้าน

ดีอีเปิดเวทีชี้แจงโครงการ TH-AI Passport งบ 1.6 พันล้าน ย้ำมุ่งสร้างทักษะ AI ระดับโปรให้คนไทย พร้อมเคลียร์ดรามาความคุ้มค่า-ความปลอดภัยข้อมูล

ดีอีเปิดเวทีชี้แจงโครงการ TH-AI Passport งบ 1.6 พันล้าน ย้ำมุ่งสร้างทักษะ AI ระดับโปรให้คนไทย พร้อมเคลียร์ดรามาความคุ้มค่า-ความปลอดภัยข้อมูล

KEY

POINTS

  • กระทรวงดีอีเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport งบ 1,626 ล้านบาท ท่ามกลางกระแสสังคมเรื่องความคุ้มค่า และการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

     
  • ผู้บริหารกระทรวงดีอีและตัวแทนผู้ชนะประมูลยืนยันว่า โครงการนี้มุ่งสร้างโอกาสเข้าถึงทักษะ AI ระดับโลกแก่ นักศึกษา ภาครัฐ และ SME ด้วยงบเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคน

     
  • โครงการมีหลักสูตรเข้มข้นกว่า 130 หลักสูตรจากผู้ให้บริการระดับโลก (Google, OpenAI, Microsoft) พร้อมใบรับรอง และยืนยันความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบภาครัฐ 

11 มิถุนายน 2569 กระทรวงดีอีเดินหน้าจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น TH-AIpassport โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ 1.6 พันล้านบาท เพื่อผลักดัน DigitalEconomy ไทยให้ทันโลก เร่งคลายข้อสงสัยทั้งประเด็น ความคุ้มค่า ของงบประมาณ และมาตรการดูแล ความปลอดภัยข้อมูล ส่วนบุคคลให้โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน


บรรยากาศที่เวที TH-AI Passport Forum ซึ่งเป็นเวทีเปิดรับฟังความคิดเห็น และตอบข้อซักถามเกี่ยวกับโครงการ โดยมีภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่สนใจร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและทิศทางการพัฒนาโครงการ TH-AI PASSPORT มี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานและร่วมรับฟังทิศทางของโครงการด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีบุคคลสำคัญจากหลากหลายพรรคการเมืองที่ให้ความสนใจโครงการนี้อย่างใกล้ชิด อาทิ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้ามาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีนี้ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 500 คน โดยกระทรวงดีอีเปิดรับฟังผ่านช่องทางหลักจากเวทีแลกเปลี่ยน และความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์

 

ประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจและเป็นข้อกังวล คือ เรื่องความคุ้มค่าและที่มาของงบประมาณ 1,626 ล้านบาท

 

ดีอีเปิดเวทีรับฟังความเห็นโปรเจกต์ “TH-AI Passport” 1.6 พันล้าน

 

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงให้เห็นภาพรวมว่า ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้งาน AI ของคนไทยที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกและถูกประเทศในกลุ่ม SEA ทิ้งห่าง โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การแจกเครื่องมือ แต่คือการ 'สร้างโอกาส' ผ่านการเข้าถึง AI ระดับโปรให้กับกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มหลัก คือ นักเรียนนักศึกษา บุคลากรภาครัฐ และผู้ประกอบการ SME โดยปลัดกระทรวงฯ ย้ำชัดเจนว่า เป็นการใช้เงินกองทุนดีอีที่เป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างทางราชการอย่างโปร่งใสและเปิดเผยต่อสาธารณะทุกขั้นตอน

 

ประเด็นที่สังคมสงสัยว่า ทำไมต้องทุ่มงบขนาดนี้ ในเมื่อปัจจุบันมีบริการ AI ให้ใช้ฟรี ทางผู้ดำเนินการโครงการชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นคำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในเวทีเช่นกัน

 

 

ดีอีเปิดเวทีรับฟังความเห็นโปรเจกต์ “TH-AI Passport” 1.6 พันล้าน

 

 

โดยคุณพาขวัญ วงศ์พลทวี กรรมการบริหาร บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ในฐานะตัวแทนผู้ชนะการประมูล ได้ชี้แจงว่า โครงการนี้เน้นการเรียนรู้จริง โดยจะมีหลักสูตรเข้มข้นกว่า 130 หลักสูตร จากโมเดลระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Google, OpenAI หรือ Microsoft พร้อมใบรับรองประกาศนียบัตรเมื่อเรียนจบหลักสูตร สำหรับต่อยอดการสมัครงาน ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเฉลี่ยออกมาแล้วเพียง 27 บาทต่อคนเท่านั้น โดยรัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

 

ส่วนกรณีที่หลายคนสงสัยว่า ทำไมรัฐไม่ซื้อตรงจาก Microsoft คำตอบจากตัวแทน Microsoft เอง คือ รูปแบบธุรกิจที่ต้องผ่านตัวแทนจำหน่าย และข้อกำหนดเรื่องค่าปรับใน TOR ที่ต้องเป็นไปตามสัญญามาตรฐานภาครัฐ ทำให้ไม่สามารถทำสัญญาตรงได้

 

ประเด็นสำคัญที่สุดคือ 'ความปลอดภัยของข้อมูล' สำหรับประชาชนผู้ที่เข้าใช้บริการจะปลอดภัยหรือข้อมูลจะหลุดรอดออกไปได้หรือไม่

 

ปลัดกระทรวงดีอีและผู้พัฒนาระบบยืนยันหนักแน่นว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานจะถูกปกป้องตามกฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัด ระบบจะแสดงผลเพียง 'เชิงสถิติภาพรวม' ของการใช้งาน เพื่อนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมใช้งานเท่านั้น รัฐบาลจะไม่สามารถเห็นข้อมูลส่วนตัวหรือสิ่งที่ประชาชนแต่ละคนพิมพ์ถามคำถามเข้าไปแน่นอน โดยทางโครงการคาดการณ์ว่าเมื่อเริ่มใช้งานจริง จะมีผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบกว่า 500,000 ถึง 700,000 คนต่อวัน ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับทักษะ AI ของคนไทยแบบก้าวกระโดด

 

 

ดีอีเปิดเวทีรับฟังความเห็นโปรเจกต์ “TH-AI Passport” 1.6 พันล้าน

 

นอกจากข้อมูลโครงการแล้ว บรรยากาศการแลกเปลี่ยนความเห็นวันนี้ถือว่าเข้มข้นมาก โดยเฉพาะจากฝั่งผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.กานต์ดี เลียวไพโรจน์ มีการตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า และดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้ ถือเป็นไฮไลต์สำคัญ โดย ดร.กานต์ดี ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจมากว่า ในงบประมาณ 1,626 ล้านบาทนี้ว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนขีดความสามารถด้าน AI ของไทยเราอยู่ตรงจุดไหน และหลังจบโครงการปลายปีหน้า เราจะวัดผลอย่างไรว่า ขีดความสามารถของคนไทยเพิ่มขึ้นเท่าใด เพื่อพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุน

 

ดร.กานต์ดี ยังมีความห่วงใยเรื่องรายละเอียดทางเทคนิค เช่น สเปกของเวอร์ชันโปร เทียบกับเบสิกขั้นพื้นฐานและการใช้โทเคน ซึ่งมองว่าหากมีการเปิดเผยข้อมูลใน TOR ให้ชัดเจนและโปร่งใสมากขึ้น จะช่วยให้สาธารณชนเข้าใจว่าโครงการนี้จะ 'คุ้มค่า' หรือไม่

 

ดร.กานต์ดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

 

นายพชร ปลัดกระทรวงดีอีเอส ชี้แจงว่า การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้าน AI มีแผนใหญ่ในการจ้างปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทยตั้งแต่ปี 2565 ถึง 2570 ยุทธศาสตร์ใหญ่แต่ละยุทธศาสตร์จะมีตัวชี้วัดต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในแผนของยุทธศาสตร์ เนื่องจากตัวชี้วัดโครงการนี้ ถ้าเราขับเคลื่อนให้ได้ตามเป้าหมาย 5,000,000 คน เราจะก้าวกระโดดจากอันดับต่ำที่ไม่ถึง 10% อัตราคนที่ใช้ AI จะสูงถึงค่ากลางของโลกอยู่ที่ 19% จึงมีความสำคัญว่าเราจึงต้องกระตุ้นให้คนได้เข้าใช้งานให้มากที่สุด เพื่อจะยกระดับจากระดับล่างไปสู่จุดหมาย ขณะนี้เริ่มเดินตามแผนปฏิบัติการมาใกล้ครบ แต่ยังไม่ได้ตามเป้าหมาย 

 

ดีอีเปิดเวทีรับฟังความเห็นโปรเจกต์ “TH-AI Passport” 1.6 พันล้าน

 

 

ไชยชนก แจงปมงบฯ-ความโปร่งใส ปัดเอื้อเอกชน

 

อีกหนึ่งช่วงไฮไลต์สำคัญ คือ ช่วงการแสดงความเห็นถามตอบ โดย นายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้ประกอบการนักเทคโนโลยี ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท สยามสแควร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และอดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ได้ถามนายไชยชนก ซึ่งมายืนฟังอยู่บริเวณมุมเสาด้านข้างเวทีการแลกเปลี่ยนความเห็น

 

นายธีระชาติ ตั้งคำถามว่า นายไชยชนกรู้จักกับผู้รับงานโครงการ หรือมีความสนิทสนมกันหรือไม่อย่างไร รวมถึงโครงการนี้เหตุใด จึงมีป้ายประชาสัมพันธ์ในร้านสะดวกซื้อ และมีลักษณะการประชาสัมพันธ์คล้ายกันถึง 3 กระทรวง ซึ่งทำให้นายไชยชนก ชี้แจงยืนยันว่า ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ที่ชนะการประมูล

 

นอกจากนี้ยังมีการสอบถามถึงโครงการนี้ว่า มีความโปร่งใส หรือมีการล็อกสเปกการประมูล หรือมีการทุจริต หรือมีการฮั้วประมูลหรือไม่ ทำให้ทางปลัดกระทรวงดีอีบอกว่า การจัดซื้อจัดจ้าง TH-AI Passport ล็อกสเปกหรือมีการฮั้วกันหรือไม่ เราตอบไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้มาฮั้วต่อหน้า

 

ภายหลัง นายไชยชนก ตอบเสร็จ นายธีระชาติ กล่าวต่อว่า

 

"ขอบคุณที่ท่านตอบตรงไปตรงมา แต่ผมไม่แน่ใจว่าท่านจะสนิทกันมากแค่ไหน สเปกใน TOR ถึงระบุว่าได้แค่ 139 TPS"

 

นายไชยชนก บอกว่า เรื่องของสเปกเดี๋ยวให้ทางทีมงานชี้แจง อย่างที่บอกเพราะผมไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการ

 

ก่อนที่นายธีระชาติจะขยายความว่า ตนขอเล่าให้ท่านฟังกรณีเรื่อง 139 TPS (ค่า TPS คือ Tokens Per Second หน่วยวัดความเร็วในการประมวลผล) ที่ชี้แจงว่าไม่พอจึงขยับไป 5,000 แปลว่า TOR ระบุขั้นต่ำไว้ 139 หากมากกว่านี้ต้นทุนจะเพิ่ม แต่สนิทกันมากขนาดไหน จาก 139 ดันเพิ่มไป 5,000 ได้มากกว่าที่ระบุใน TOR และโครงการนี้จะมีส่วนต่างมากขนาดไหน ถึงสามารถปรับสเปกได้ตามที่ท่านต้องการขนาดนี้

 

จากนั้นนายไชยชนกตอบว่า

 

“ขออนุญาตทำความเข้าใจสิ่งที่ท่านกำลังถามผมแบบเข้าใจง่ายๆ นิดนึง พอคู่สัญญารายงานมาว่าทำไมถึงสูงกว่า TOR มากในหลายมิติ แต่ท่านกำลังจะบอกว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดี รัฐเสียเปรียบ ประชาชนเสียเปรียบแบบนี้เหรอครับ?

 

ขณะที่นายธีระชาติยังคงย้ำต่อว่า ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นประเด็นเดียวที่มีปัญหา แต่มีหลายประเด็นมากที่แปลก และพยายามสื่อสารว่าช่วงที่ท่านเป็นรัฐมนตรีรักษาการ ปรากฏว่ามีการดำเนินงานต่อเป็นงานที่มีผลภาระผูกพัน มีการนำเข้า ครม. แถมมีการเซ็นเอกสารเกี่ยวกับโครงการด้วยตัวเองในวันที่ 8 พ.ย. 2568 แล้วผ่านเลยทันที 10 พ.ย. 68

 

ขณะเดียวกัน ในมุมของเอกชน โครงการ 1,621 ล้านบาท ทำงานโดยใช้เวลาเพียง 30 วันเท่านั้นที่เปิดให้ลงทะเบียน หากคิดดูว่า เอกชนไม่ได้รู้โครงการนี้มาก่อน เวลาเพียง 30 วันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถทำโครงการระดับนี้ให้เสร็จภายใน 30 วัน และแผน 90 วันเปิดใช้งานโครงการ ทั้งหมดนี้มันจึงสงสัยได้ว่ารู้กันมาก่อน และถูกออกแบบมาแล้ว จึงอยากให้ตอบชัดๆ ซึ่งท่านตอบมาแล้วว่า รู้จักเพราะเป็นรัฐมนตรี รู้จักคนเยอะ แต่ความสนิทของท่านสนิทขนาดไหน และการล็อกจอในลักษณะลามไปถึงรัฐมนตรีอื่นๆ ของระบอบสีน้ำเงินของท่านด้วย

 

ช่วงนี้พิธีกรพยายามปรามว่า อยากให้บรรยากาศตรงนี้เป็นไปด้วยดี ก่อนที่รัฐมนตรีไชยชนกจะบอกว่า “สามารถถามได้”

 

โดยนายไชยชนกกล่าวว่า ในเชิงของเทคนิคจะให้ข้าราชการตอบ ซึ่งตนไม่ได้เกี่ยวข้องที่จะมาตอบ แต่ที่ท่านถามอีกว่าผมรู้จักไหม ก็ได้ตอบไปแล้วว่ารู้จัก

 

ดีอีเปิดเวทีรับฟังความเห็นโปรเจกต์ “TH-AI Passport” 1.6 พันล้าน

 

นายธีระชาติจึงแทรกถามถึงความสนิทสนม และการที่ปั๊ม 139 TPS ไปถึง 5,000 ได้ ซึ่งปลัดกระทรวงดีอีได้ตอบแทนว่า 139 ไม่มีใน TOR ท่านคิดเอง รบกวนขอให้ท่านพูดตามข้อเท็จจริง

 

จากนั้นปลัดกระทรวงดีอีได้ขยายความเสริมเรื่องคอนเคอเรนท์ต่อชั่วโมง (หมายถึงจำนวนผู้ใช้งานที่เชื่อมต่อหรือเข้าใช้งานพร้อมกันในขณะนั้น) ว่า การเข้าใช้งานขั้นต่ำที่เรากำหนดไว้คือ 500,000 คอนเคอเรนท์ต่อชั่วโมง แต่ตอนนี้เราจะไม่ยึดแล้ว แต่ 5 ล้านคนเข้าพร้อมกันก็ต้องสามารถใช้งานได้ แต่หากเขาทำไม่ได้จะมีบทลงโทษตามปกติอยู่แล้ว

 

พอฟังคำชี้แจงนี้แล้ว นายธีระชาติจึงพยายามถามว่า นั่นหมายความว่าจะเพิ่มเท่าไหร่นอกเหนือที่กำหนดไว้ก็ได้ใช่หรือไม่?

 

ปลัดกระทรวงดีอีจึงถามว่า “ท่านเคยทำโครงการขนาดใหญ่หรือไม่?” นายธีระชา ติจึงตอบว่า ผมทำได้มากกว่าที่ท่านคิดแน่นอน ปลัดกระทรวงดีอีจึงถามว่า “แล้วทำไมท่านไม่เข้ามาบิดละครับ” ก่อนจะบอกต่อว่า ด้วยความที่เราเป็นราชการ เราต้องเป็นกลาง มีคนเข้ามาแข่งขันให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และต้องเป็นคนที่มีคุณภาพ แต่สิ่งที่ท่านกล่าวหา ท่านพูดตัวเลขที่แตกต่างจาก TOR จึงขออนุญาตแย้งให้พูดให้อยู่ในข้อเท็จจริง ขณะที่ตัวแทน “คอนซอร์เตียม” กล่าวเสริมโดยยืนยันว่า TOR ไม่ได้เขียนว่า 139 TPS แต่เขียนว่า 500,000 คนต่อชั่วโมง

 

ภายหลังกระทรวงดีอีและคู่สัญญาทุกคนตอบคำถามทั้งหมดนี้ ก็หมดเวลาของ “แม็ก ธีระชาติ” ในช่วงถามตอบ ก่อนมีการเปิดโอกาสให้อีกหลายคนได้แสดงความคิดเห็น

 

โดยพบว่า ดร.กานต์ดี หลังจากที่ถามเปิดคนแรก ได้ไปต่อคิวเพื่อถามอีกรอบ โดยครั้งนี้ ดร.กานต์ดี ได้เสนอ 3 ทางเลือก ดังนี้

 

1. ไปต่อกับ TOR เดิม แต่คิดว่าเป็นทางเลือกที่ลำบากมากและเกิดการตรวจสอบมากมาย

 

2. ปรับไปต่อแบบปรับปรุง อย่างที่ทุกท่านบอกว่าเราสามารถแก้ไขในสัญญา ไม่ใช่ TOR แต่เป็นการพูดถึงสัญญา อยากให้เปิดสัญญาให้เราได้เห็น และเปิดงานงวดที่ 1 ให้พวกเราได้อ่านอย่างละเอียด และช่วยกันดูว่าคุ้มค่าหรือไม่

 

3. ยกเลิกสัญญา ซึ่งเรามีโอกาสปรับภาพใหม่ทั้งหมด และมาดูว่าค่าเสียหายสูงสุดควรจะเป็นเท่าใด หักไปต่อแล้วผลประโยชน์ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็เป็นโอกาสดีที่กระทรวงกลับมาปรับคิด เข้าใจดีว่าเรามีการเซ็นสัญญาไปแล้วแต่เรารู้ดีว่ามีโอกาสในการโดนฟ้องจากผู้ที่รับงานเช่นกัน ดังนั้นเรามาคำนวณกันดีกว่าว่าค่าเสียหายจากภาครัฐที่จะยุติโครงการนี้มันเสียหายสูงสุดเท่าใด และเราเหลือเงินอีกเท่าใดมาตั้งโครงสร้างนี้ เพื่อให้เกิดการขยับไปสู่เศรษฐกิจของ AI ได้อย่างแท้จริง

 

โดยปลัดกระทรวงดีอีได้ตอบคำถามว่า “ไปต่อแบบเดิมคงไม่ใช่อยู่แล้ว” ตอนนี้เราก็ต้องพิจารณาปรับปรุงให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีฯ ส่วนจะปรับปรุงได้ขนาดไหนอย่างไรเป็นอีกเรื่อง

 

 

ดีอีเปิดเวทีรับฟังความเห็นโปรเจกต์ “TH-AI Passport” 1.6 พันล้าน

 

"ไชยชนก" เผย ต้องไปดูรายละเอียดก่อน ”ปรับแก้หรือยกเลิก” หลังจบงานรับฟังความเห็น “TH-AI Passport“ 

 

หลังจบงาน “TH-AI Passport Forum” เพื่อรับฟังความคิดเห็น นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เผยกับนักข่าวสั้นๆ หลังถูกถามว่า สรุปแล้ว “ปรับแก้แต่ไม่ได้ยกเลิกใช่หรือไม่” ว่า

 

ต้องรอดูข้อสรุปทุกอย่างก่อน โดยเราต้องไปเจรจาต่อว่า คู่สัญญาจะยอมหรือไม่ หรือหากยอมจะยอมเพิ่มเติมในสัดส่วนไหน แต่สุดท้ายก็ต้องอยู่ในกรอบ TOR เราไม่สามารถไปขออะไรเพิ่มเติมไม่ได้

 

ส่วนภาพรวมงานนี้ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกคนได้รู้ว่า 30 กว่าโมเดลมีอะไรบ้าง แต่จากนี้ต้องให้ปลัดกระทรวงดีอีไปเจรจาต่อ และเสนอไปว่าเป็นไปได้หรือไม่ หากจะให้คนได้ลองใช้งานดูก่อนว่าเป็นอย่างไรและดีแค่ไหน

 

"ธีระชาติ" จี้รัฐโปร่งใส อัดงบเช่าจอดิจิทัลไม่คุ้มค่า แนะเปิดโครงการใหม่รับมือความเสี่ยงทุจริต

 

นายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้ประกอบการนักเทคโนโลยี ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท สยามสแควร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และอดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ระบุว่า สิ่งที่ตนตั้งข้อสังเกตและเป็นคำถาม ที่ยังไม่ได้รับคำตอบคือ ความเสี่ยงในการทุจริตของโครงการรัฐ ที่มีการจัดซื้อจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ และสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยเรื่องการล็อกสเปก โดยตนมองว่า การชี้แจงของภาครัฐมักเบี่ยงประเด็นไปเรื่องความต้องการ AI ของประชาชน ซึ่งตนไม่ได้ขัดข้องในประเด็นดังกล่าว แต่กำลังเรียกร้องให้แยกแยะระหว่างประสิทธิภาพการจัดซื้อจัดจ้าง และความเสี่ยงในการทุจริต

 

นายธีระชาติ มองว่า โครงการนี้มีรายละเอียดความไม่โปร่งใสและขาดความชัดเจน ทั้งเรื่องการใช้เงินงบประมาณ 1,621 ล้านบาท ในการ "เช่า" ใช้งาน แทนที่จะสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็น และความคุ้มค่าของโครงการ เช่น โครงการแจก AI ฟรีให้กับ 5 ล้านคน ซึ่งตนมองว่าเปรียบเสมือนการแจกของ ที่ไม่ตอบโจทย์พื้นฐานของประชาชน

 

"สิ่งที่อยากฝาก คือ การที่ภาครัฐนำโมเดลต่างชาติมาเทรน ให้เป็นโมเดลของตัวเอง ซึ่งทำไม่ได้เพราะผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ของโมเดลหลัก 4 ตัว ซึ่งล้วนเป็นโมเดลที่ขายลิขสิทธิ์ห้ามผู้อื่น นำไปเทรนแข่งกับตนเอง อยากทราบว่าคนที่ได้รับงานนี้ ได้กี่กระทรวงและมีความใกล้ชิดกันระดับไหน"

 

นายธีระชาติ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ นายไชยชนก ตอบคำถามว่า พร้อมจะยกเลิกโครงการหากพบว่า มีการทุจริตจริงนั้น โดยมองว่าเป็นสัญญาณที่ดี แต่ตั้งคำถามกลับว่าเหตุใดจึงปล่อยให้โครงการในลักษณะนี้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาในระบบราชการที่ขาดความเข้าใจในเทคโนโลยีและอาจกำลังเป็นเป้าหมายใหม่ของการทุจริต

 

นายธีระชาติ ยังฝากให้สังคมช่วยกันติดตามตรวจสอบ ความโปร่งใสในโครงการดังกล่าว และอยากให้ภาครัฐหันมาส่งเสริมการสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่เฉพาะเจาะจงในไทย แทนการนำงบประมาณไปสนับสนุนนายหน้าต่างชาติ 

 

 

นายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้ประกอบการนักเทคโนโลยี ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท สยามสแควร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และอดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน