KPI โพล ชี้ ประชาชนยี้ ครม.ชุดใหม่ เคยมีมลทิน คอร์รัปชัน
06 มี.ค. 2569
KPI โพล ชี้ ประชาชนยี้ ครม.ชุดใหม่ที่เคยมีมลทิน คอร์รัปชัน โดย 48.9% ไม่ต้องการคนที่เคยมีประวัติคดีทุจริต หรือคดีร้ายแรงเรื่องความซื่อสัตย์
ข่าว
06 มี.ค. 2569
KPI โพล ชี้ ประชาชนยี้ ครม.ชุดใหม่ที่เคยมีมลทิน คอร์รัปชัน โดย 48.9% ไม่ต้องการคนที่เคยมีประวัติคดีทุจริต หรือคดีร้ายแรงเรื่องความซื่อสัตย์
6 มีนาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “สเปก ครม.ชุดใหม่ ในฝันของคนไทย” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI โพล ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 11 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27 ก.พ.- 2 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,908 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. คุณสมบัติรัฐมนตรีใน ครม.ชุดใหม่ “ที่ไม่ต้องการ” (สำรวจโดย x Line Today) เสียงส่วนใหญ่ ขีดเส้นชัดว่า ปฏิเสธคนที่ “เคยมีมลทินคอร์รัปชัน”
• 48.9% ไม่ต้องการคนที่ “เคยมีประวัติคดีทุจริต หรือคดีร้ายแรงเรื่องความซื่อสัตย์” สูงสุดแบบทิ้งห่าง
• รองลงมา 17.9% ไม่ต้องการคนที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวทับซ้อนในกระทรวงที่เป็นรัฐมนตรี, 15.3% ขาดอุดมการณ์ทางการเมือง ย้ายพรรค ข้ามขั้วเพื่อหวังตำแหน่ง, 14.9% ไม่มีประสบการณ์/ไม่มีความรู้จริงในกระทรวงที่นั่งเป็นรัฐมนตรี และ 3.0% เคยบริหารงานผิดพลาดจนเกิดความเสียหาย
“คอร์รัปชัน” ไม่ใช่แค่ข้อเสีย แต่เป็นด่านแรกที่ประชาชนอยากให้ใช้คัดกรองในการตัดสิทธิ์ คนเริ่มมองธรรมาภิบาลเชิงระบบเป็นเรื่องใหญ่ และอยากเห็นการคัดเลือกรัฐมนตรีบน “คุณสมบัติ” มากกว่าการเมืองแบบจัดสรรตำแหน่ง
2. คนไทยอยากได้ “ครม.มือสะอาด–ฟังประชาชน” มากกว่ามือการเมือง
• 32.1% ต้องการคนที่ซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ สูงสุด
• รองลงมาใกล้เคียงกัน 28.7% ต้องการคนที่รับฟังและนำปัญหาประชาชนไปแก้ไข , 24.6% มีความเชี่ยวชาญ มีผลงานในตำแหน่งที่รับผิดชอบ , 11.5% มีความกล้าในการตัดสินใจ รับผิดชอบในสิ่งที่ตัดสินใจ และ 3.1% เคยเป็น สส./รมต.มาก่อน
สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ให้คุณค่ากับสถานะการเป็นนักการเมืองอาชีพเท่ากับความน่าเชื่อถือ เน้น คนซื่อสัตย์ – ฟังประชาชน – เชี่ยวชาญงาน ประสบการณ์ในสนามการเมืองไม่ใช่แต้มต่อ หากไม่พ่วงความโปร่งใสและผลงาน
3. ความต้องการ ครม.ใหม่ แตกต่างตามพื้นที่ เน้น "ซื่อสัตย์สุจริต รับฟัง และนำปัญหาไปแก้ไข"
• กทม. , ภาคเหนือ , ภาคอีสาน : ให้น้ำหนักสูงสุดกับ "การรับฟังและนำปัญหาไปแก้ไข"
• ภาคกลาง , ภาคตะวันออก , ภาคใต้ : ให้น้ำหนักสูงสุดกับ "ความซื่อสัตย์สุจริต"
ภาคที่เน้น “รับฟัง-แก้ปัญหา” สะท้อนปัญหาปากท้องเฉพาะหน้าที่รอการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จึงอยากเห็นรัฐที่ตอบสนองเร็ว ส่วนภาคที่เน้น “ซื่อสัตย์” สะท้อนความไว้วางใจต่อการเมืองยังเป็นโจทย์ใหญ่ ต้องการ “การเมืองที่สะอาด” เป็นเงื่อนไขเริ่มต้น
4. สังคมไม่ยึดติดโควตา เปิดรับทั้ง “มืออาชีพคนนอกและผู้หญิง” ให้อำนาจนายกฯ ตัดสินใจ
• สัดส่วนผู้ที่เป็นมืออาชีพจากนอกการเมืองที่ควรมี ส่วนใหญ่ 26.4% ระบุว่า มีหรือไม่มีก็ได้ แล้วแต่นายกฯ รองลงมา คือ 22.2% อยากให้มี 10%, 18.4% อยากให้มี 30% ขึ้นไป, 14.7% อยากให้มี 20% และ 18.3% ไม่แน่ใจ
• สัดส่วนผู้หญิงที่ควรมี ส่วนใหญ่ 31.2% ระบุว่า มีหรือไม่มีก็ได้ แล้วแต่นายกฯ รองลงมา คือ 21.5% อยากให้มี 10%, 16.6% อยากให้มี 20%, 14.0% อยากให้มี 30% ขึ้นไป และ 16.7% ไม่แน่ใจ
คนไทยเปิดรับคนนอกพอสมควร และไม่ยึดติดโควตาเพศมากนัก มองเป็นอำนาจตัดสินใจของผู้นำ แต่โดยรวมก็มีความหวังให้ได้ “คนมืออาชีพ” และ “ให้มีผู้หญิงมาร่วมในระดับหนึ่ง” อยากให้คัด “คนที่เหมาะ” โดยไม่ปิดกั้นเพศ (ตัวเลือก 10–30% รวมกันเป็นก้อนใหญ่)
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 11
การสำรวจครั้งนี้สะท้อนความคาดหวังของประชาชนต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยให้น้ำหนักกับ “คุณสมบัติของบุคคล” มากกว่าประเด็นด้านโควตาทางการเมืองหรือที่มา ทั้งยังชี้ว่า ประชาชนต้องการผู้นำที่มีมาตรฐานจริยธรรมสูง เริ่มจากความสุจริต โปร่งใส และปลอดผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมทำงานแบบรับฟังและแก้ปัญหาได้จริง ดังนั้น การเปิดตัวคณะรัฐมนตรีไม่ควรสื่อสารเพียงรายชื่อและตำแหน่ง แต่ควรชี้แจง “เหตุผล” ของการคัดเลือก โดยเชื่อมโยงกับคุณสมบัติที่ประชาชนให้ความสำคัญ เช่น ประวัติการทำงานที่โปร่งใส กลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และผลงานการแก้ปัญหาในอดีต
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากเปิดรับการดึงผู้เชี่ยวชาญจากนอกการเมือง (Technocrat) เข้ามาร่วมทำงาน หากมีบทบาทชัดเจนและวัดผลได้ โดยเฉพาะกระทรวงที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางสูง เพื่อเร่งสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรมในช่วงต้นของรัฐบาล ทั้งนี้ “เส้นแดง” ที่สำคัญ คือ ตัวเลขสูงเกือบ 50% ที่ปฏิเสธรัฐมนตรีซึ่งมีประวัติด่างพร้อยเรื่องทุจริตอย่างเด็ดขาด ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติหรือข้อร้องเรียนด้านความซื่อสัตย์สุจริต/ผลประโยชน์ทับซ้อน อาจเพิ่มแรงเสียดทานและกระทบความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล หรือ เกิดวิกฤตศรัทธาได้อย่างรวดเร็ว
