KPI Poll สะท้อนวิกฤต ประชาชนไม่เชื่อมั่นจัดเลือกตั้งสูงถึง 87.7 %
27 ก.พ. 2569
KPI Poll เผยผลสำรวจสะท้อนวิกฤตการจัดการเลือกตั้ง ประชาชนไม่เชื่อมั่นสูงถึง 87.7 % ชี้ปัญหาอยู่ที่ความน่าเชื่อถือของระบบและกติกา
ข่าว
27 ก.พ. 2569
KPI Poll เผยผลสำรวจสะท้อนวิกฤตการจัดการเลือกตั้ง ประชาชนไม่เชื่อมั่นสูงถึง 87.7 % ชี้ปัญหาอยู่ที่ความน่าเชื่อถือของระบบและกติกา
27 กุมภาพันธ์ 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 เช็กคะแนน กกต. ในสายตาประชาชน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI โพล ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน
โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 10 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ 13-16 ก.พ. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนมองว่ามีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ ? (สำรวจโดย x Line Today) เสียงส่วนใหญ่ชัดเจนว่า “ไม่เชื่อมั่นต่อความสุจริตเที่ยงธรรม”
• 87.7% รู้สึก “ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม-ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย” สูงสุด โดยมีเพียง 12.3% ที่รู้สึก “ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม-สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด”
ช่องว่างความเชื่อมั่นที่กว้างมาก (กลุ่มเชิงลบมากกว่ากลุ่มเชิงบวกประมาณ 7 เท่า) สะท้อนวิกฤตความกังวลและความไว้วางใจต่อ “ความสุจริตเที่ยงธรรม” ของกระบวนการจัดเลือกตั้งครั้งนี้
2. หน้างาน “พอได้” แต่ โจทย์ความน่าเชื่อถือของระบบยังหนัก
• เรื่องที่ผลประเมิน “ค่อนข้างดี-ดี” คือ ความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์ และป้ายต่าง ๆ (61.9%) สูงสุด รองลงมา คือ การอำนวยความสะดวกแก่คนมาใช้สิทธิ (59.9%) และ การปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบการเลือกตั้ง (56.4%)
• เรื่องที่ผลประเมิน “พอใช้-แย่” คือ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต (67.6%) สูงสุด รองลงมา คือ การให้ข้อมูลแก่ประชาชน (57.6%) การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็ว (54.7%) การควบคุมการหาเสียง/พฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย (54.3%) และ การนับคะแนนที่โปร่งใสตรวจสอบได้ (50.6%)
ภาพรวมสะท้อนว่า งานเชิงปฏิบัติการหน้าหน่วยเลือกตั้งทำได้ค่อนข้างดี จึงเป็นจุดแข็งที่ควรรักษามาตรฐานให้สม่ำเสมอทุกพื้นที่ แต่ขณะเดียวกัน ปัญหาหลักอยู่ที่มิติความน่าเชื่อถือของระบบและการกำกับกติกา ประชาชนไม่ได้กังวลเรื่อง “จัดหน่วยเลือกตั้งได้ไหม” แต่กังวลว่า “ระบบยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบังคับใช้กฎหมายจริงหรือไม่”
3. การบ้านเร่งด่วน 3 เรื่อง: “นับคะแนนโปร่งใส–บังคับใช้กฎหมาย–สื่อสารก่อนเลือกตั้ง”
• สิ่งที่ประชาชนอยากให้ กกต. ปรับปรุงเร่งด่วนที่สุด 3 อันดับแรก คือ การนับคะแนนที่โปร่งใส (23.6%) สูงสุด การบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง (23.3%) และ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลก่อนเลือกตั้ง (20.5%)
• รองลงมา คือ การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็ว (7.8%) การอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ (6.5%) และ การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า (4.6%)
สะท้อนว่า ประชาชนอยากเห็น กกต. เร่งแก้ “จุดตัดสินความไว้วางใจ” ของการเลือกตั้ง มากกว่าการแก้เรื่องหน้างานทั่วไป ต้องการหลักฐานและกระบวนการที่ตรวจสอบได้มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างที่ทำให้เกิดความสงสัย ข่าวลือ หรือความไม่ไว้วางใจ
4. มุมมอง “ความไม่สุจริตเที่ยงธรรม” ในการจัดเลือกตั้งตามภาค - ใต้และกทม. สูงเด่น
• สัดส่วนประชาชนที่มองว่าการจัดเลือกตั้ง “ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม-ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย” ภาคใต้สูงสุด (74.9%) รองลงมา คือ กรุงเทพมหานคร (70.7%) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (65.3%) ภาคเหนือ (59.4%) ภาคตะวันออก (44.4%) และ ภาคกลาง (21.5%)
ความกังวลไม่เท่ากันตามพื้นที่ สะท้อนปัจจัยเชิงบริบท ได้แก่ ประสบการณ์ในพื้นที่ การรับรู้ข่าวสาร ความเชื่อมโยงทางการเมือง กรณีร้องเรียน กกต. จึงควรวางมาตรการและการสื่อสารแบบเจาะพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อุณหภูมิความกังวลสูง เพื่อทำให้กระบวนการตรวจสอบได้ และลดช่องว่างความสงสัยของประชาชน
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 10
การสำรวจครั้งนี้สะท้อนภาวะ “ความไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้ง” ที่สั่นคลอนอย่างชัดเจน แม้งานด้าน “หน้างาน” บางเรื่องถูกมองว่าค่อนข้างดี แต่มีประเด็นจำนวนมากที่ประชาชนให้ กกต. สอบตก โดยเฉพาะด้านการป้องกันและปราบปรามทุจริต โดยรวมจึงเป็นสัญญาณว่า ประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเหตุการณ์เฉพาะจุด แต่กังวลต่อความน่าเชื่อถือของทั้งกระบวนการและมาตรฐานการกำกับดูแล
ดังนั้น การยกระดับความเชื่อมั่นไม่ได้อยู่ที่ “การจัดหน่วยเลือกตั้ง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ตรวจสอบได้จริง ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมาย การสื่อสารข้อมูล ไปจนถึงการนับคะแนนและการรายงานผล และ จากนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของกกต. ที่ต้องเร่งกู้ความไว้วางใจและวิกฤตศรัทธา เพราะอีกไม่นานนี้ จะมีการเลือกตั้ง “ผู้ว่า กทม.” เป็นสนามต่อไป ซึ่งประชาชนจะจับตาดูการทำงานของ กกต.อย่างเข้มข้นขึ้นแน่นอน
