ปิดฉากมหากาพย์เหมืองทองคำอัครา “คิงส์เกต” ถอนคำร้องไร้เงื่อนไข
19 ก.พ. 2569
ข่าวดีประเทศ!! “คิงส์เกต” ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปี “เหมืองทองคำอัครา” ยุติข้อพิพาทกับไทยแบบไร้เงื่อนไข
ข่าว
19 ก.พ. 2569
ข่าวดีประเทศ!! “คิงส์เกต” ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปี “เหมืองทองคำอัครา” ยุติข้อพิพาทกับไทยแบบไร้เงื่อนไข
19 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. ได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับ บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด กรณีเหมืองทองคำอัครา ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) เมื่อทั้งสองฝ่าย คือ บริษัท คิงส์เกตฯ และประเทศไทย ได้ตกลงยุติข้อพิพาทลงได้โดยสมัครใจ
โดยการดำเนินการครั้งนี้ บริษัท คิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่ง ยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นการปิดฉากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี นับตั้งแต่มีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการในปี 2560 โดยที่ประเทศไทยไม่ต้องเสียค่าชดเชยใด ๆ ตามข้อเรียกร้องของคิงส์เกตฯ
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานระงับข้อพิพาทฯ กล่าวว่า คณะทำงานฯ ได้กำหนดแนวทางในการต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของไทย เราใช้ยุทธวิธีคู่ขนาน คือการเตรียมพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่ไปกับการเจรจาฉันมิตรโดยยึดหลักกฎหมาย แต่ ‘ต้องไม่มีเงื่อนไขที่สร้างภาระให้กับประเทศไทย’ ส่งผลให้สามารถบรรลุการยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด
ขณะที่ นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า การรายงานผลในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น เป็นเครื่องยืนยันว่า ข้อพิพาทดังกล่าวได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ ตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ สอดคล้องกับแนวทางที่ภาครัฐได้กำกับดูแลและแก้ไขปัญหา โดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญมาโดยตลอด
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.ได้รับทราบความคืบหน้าการยุติข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต กรณีเหมืองทองคำอัครา โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจ ถือเป็นข่าวดีของประเทศ ซึ่งที่ประชุม ครม. ได้รับรายงานจาก นายธนกร ว่า บริษัทคิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ และคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำสั่งยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว ส่งผลให้ข้อพิพาทที่ดำเนินมายาวนานกว่า 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2560 สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ โดยประเทศไทยไม่ต้องชำระค่าชดเชยใด ๆ ตามที่บริษัทเคยเรียกร้อง
รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการดำเนินงานเชิงรุกของคณะทำงานระงับข้อพิพาท ที่กำหนดยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิด ใช้แนวทาง “คู่ขนาน” คือ เตรียมความพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการเจรจาฉันมิตรบนหลักกฎหมาย และยึดหลักสำคัญว่า ต้องไม่สร้างภาระให้กับประเทศไทย จนนำไปสู่การยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด
ทั้งนี้ การสิ้นสุดข้อพิพาทดังกล่าว ถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงศักยภาพของประเทศไทย ในการบริหารจัดการคดีระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป
“รัฐบาลขอยืนยันว่า การยุติข้อพิพาทครั้งนี้เป็นผลลัพธ์จากการทำงาน อย่างเป็นเอกภาพของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ประชาชน และภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ” รองโฆษกฯ กล่าว
คดีนี้เริ่มต้นจากมาตรการของรัฐ เกี่ยวกับการดำเนินกิจการเหมืองในปี 2559 ก่อนเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการในปี 2560 ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี โดยเป็นหนึ่งในคดีข้อพิพาทการลงทุนที่มีมูลค่าเรียกร้องสูง และได้รับความสนใจมากที่สุดของไทยในรอบทศวรรษ การถอนคำร้องโดยสมัครใจครั้งนี้ จึงไม่เพียงหมายถึงการยุติคดีทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนถึงการคลี่คลายความเสี่ยงด้านภาระทางการคลัง และการบริหารข้อพิพาทการลงทุนระหว่างประเทศของไทยในระยะยาว
ล่าสุด นายธนกร ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่ บริษัท คิงส์เกตฯ ถอนคำร้องจากอนุญาโตตุลาการโดยระบุว่า
ยุติข้อพิพาทกรณีเหมืองทองคำอัครา
ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หนึ่งในภารกิจสำคัญที่ผมได้รับมอบหมาย จากท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคือ การแก้ไขข้อพิพาทกรณีเหมืองทองคำอัครา ซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน และส่งผลต่อทั้งภาพลักษณ์ประเทศ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ผมได้เร่งรัดการเจรจาและประสานงานทุกภาคส่วนโดยยึดหลักสำคัญ 3 ประการ
1️⃣ ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศเป็นอันดับแรก
2️⃣ รักษาความเชื่อมั่นของประเทศไทยในเวทีสากล
3️⃣ คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนในพื้นที่
กระบวนการทั้งหมดดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายไทย ผ่านการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ไม่มีการทำข้อตกลงนอกระบบ และไม่มีเงื่อนไขลับใด ๆ ที่กระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ
ผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง สามารถนำไปสู่การยุติข้อพิพาท โดยไม่สร้างภาระค่าเสียหายเพิ่มเติมแก่ประเทศ และอยู่ภายใต้กลไกกฎหมายที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
สำหรับผม นี่ไม่ใช่เพียงการปิดคดีหนึ่งคดี แต่คือการยืนยันว่า ประเทศไทยสามารถแก้ไขข้อพิพาทระดับนานาชาติ ด้วยเหตุผล ความรอบคอบ และการยืนหยัดบนผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง
