โดยเฉพาะฉันทามติของอาเซียนที่ขอให้เมียนมาแก้ไขปัญหาการสู้รบและการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ รวมถึงสถานะของเมียนมาในอาเซียนด้วย
ผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศในเมืองไทยหวั่นเกรงว่า หากไทยวางสถานะไม่ดี อาจกลายเป็น “หนังหน้าไฟ” ให้เมียนมา ในการฟื้นตัวเองเข้าสู่เวทีอาเซียนและเวทีโลก โดยที่ปัญหาภายในก็ไม่ได้รับการแก้ไข
ไม่ใช่แค่ปัญหาการเมือง แต่ยังรวมไปถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างสแกมเมอร์ ยาเสพติด และปัญหาสารพิษในลุ่มน้ำระหว่างประเทศ โดยเฉพาะไทย เมียนมา ลาว และประเทศใกล้เคียง
การเยือนไทยของประธานาธิบดีเมียนมา จะมีการทำความตกลงเรื่องการตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำชายแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทย-เมียนมาด้วย ซึ่งเนื้อหาของร่างบันทึกความตกลง ยังถูกคัดค้านจากหลายฝ่าย
กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องร้อนที่ท้าทายรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล
รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเชี่ยวชาญและทำวิจัยเรื่องการเมืองกับชนกลุ่มน้อยในเมียนมา เป็นนักวิชาการที่คนหนึ่งที่ออกมาตั้งคำถามว่า รัฐบาลไทยเข้าใจ “ความมั่นคงของเมียนมา” มากน้อยเพียงใด?
อาจารย์ฐิติวุฒิ ตั้งประเด็นว่า หากรัฐบาลไทยต้องการให้การหารือกับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ โครงสร้างความมั่นคงของเมียนมาในปัจจุบัน เพราะเมียนมาไม่ได้มีศูนย์อำนาจเพียงศูนย์เดียวอีกต่อไป การแก้ปัญหาความมั่นคงจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลางเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลในพื้นที่จริง ในแต่ละรัฐ แต่ละภูมิภาคของเมียนมาด้วย
อาจารย์ฐิติวุฒิ ตั้งข้อสังเกตเอาไว้แบบนี้
1. อย่ามองว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย คือผู้กุมอำนาจทุกพื้นที่
- เมียนมาในปัจจุบันเป็นรัฐที่มีโครงสร้างอำนาจหลายศูนย์ การเจรจากับรัฐบาลเมียนมาจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากไม่เข้าใจว่าใครคือผู้กุมอำนาจในพื้นที่จริง การเจรจาก็อาจได้เพียงคำมั่นทางการเมือง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในพื้นที่ได้
2.ปัญหายาเสพติด รัฐบาลเมียนมาเองก็อยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก”
- หากไทยต้องการผลักดันการแก้ไขปัญหายาเสพติด ก็ต้องเข้าใจบทบาทของ กองทัพสหรัฐว้า หรือ United Wa State Army: UWSA ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือของเมียนมา และเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลเมียนมาต้องคำนึงถึงในการรักษาดุลอำนาจและเสถียรภาพในพื้นที่บางส่วน
ด้วยเหตุนี้ การดำเนินมาตรการใดที่กระทบต่อ UWSA จึงไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับการคำนวณต้นทุนทางการเมืองและความมั่นคงของรัฐบาลเมียนมา จึงอาจสรุปได้ล่วงหน้าว่า ในประเด็นนี้รัฐบาลเมียนมาอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก”
3. ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รัฐบาลเมียนมากำลัง “ขี่หลังเสือ”
- หากไทยต้องการจัดการเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ในพื้นที่เมียวดี พื้นที่ติดกับประเทศไทย ก็ต้องเข้าใจว่าโครงสร้างอำนาจในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงรัฐบาลเมียนมา แต่ยังมีกองกำลังที่มีอิทธิพลหลายกลุ่ม ได้แก่ กองกำลังกะเหรี่ยง KNA หรือ Karen National Army ภายใต้การนำของ หม่อง ชิต ตู่ และ กลุ่มกะเหรี่ยงพุทธ DKBA ซึ่งล้วนเป็นผู้เล่นสำคัญในพื้นที่ชายแดน
- กองกำลังเหล่านี้มีบทบาทในฐานะพันธมิตรทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลเมียนมาต้องคำนึงถึงในการรักษาดุลอำนาจและการควบคุมพื้นที่ ดังนั้น การดำเนินมาตรการที่กระทบต่อกลุ่มเหล่านี้ ย่อมมีต้นทุนทางการเมืองและความมั่นคงที่รัฐบาลเมียนมาต้องพิจารณา
จึงเปรียบได้กับการ “ขี่หลังเสือ” เพราะเมื่ออาศัยกลุ่มเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างความมั่นคงแล้ว การจะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์หรือดำเนินมาตรการอย่างเด็ดขาดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
4. ข้อสังเกต
1. ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกเป็นผลจากโครงสร้างอำนาจของพื้นที่รัฐโดยพฤตินัย มากกว่าจะเป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม
ปัญหาสารเคมีหรือสารพิษในแม่น้ำกกและพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ มีความเชื่อมโยงกับพลวัตของกองกำลังชาติพันธุ์ที่มีอำนาจควบคุมพื้นที่ในลักษณะของ “รัฐโดยพฤตินัย” ทำให้การทำเหมือง การใช้ทรัพยากร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกจากโครงสร้างอำนาจของผู้ที่ควบคุมพื้นที่จริงได้ ลักษณะดังกล่าวไม่แตกต่างจากปัญหายาเสพติดหรือเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดของรัฐบาลเมียนมาในการควบคุมพื้นที่หลายแห่ง ดังนั้น หากประเทศไทยยังคงมองปัญหานี้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม การแก้ไขย่อมไม่สามารถเข้าถึงต้นตอของปัญหาได้ และจำเป็นต้องขยายกรอบการวิเคราะห์ไปสู่มิติของโครงสร้างอำนาจและเศรษฐกิจการเมืองในพื้นที่ชายแดนควบคู่กัน
2. การเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา
ข้อจำกัดของรัฐบาลเมียนมาในการใช้อำนาจเหนือพื้นที่หลายแห่ง ประกอบกับการทำเหมืองและการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ รวมถึงแร่หายาก ที่ในบางกรณีเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทั้งหน่วยงานรัฐและผู้มีอำนาจในพื้นที่ ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่อาจอาศัยการเจรจากับรัฐบาลส่วนกลางเพียงช่องทางเดียว แต่ควรดำเนินควบคู่กับการใช้มาตรการด้านการบริหารจัดการชายแดน เครื่องมือทางเศรษฐกิจ และการสร้างแรงจูงใจหรือแรงกดดันต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
3. การหารือกับจีนควรยกระดับจากประเด็นเศรษฐกิจไปสู่จริยธรรมของการลงทุนข้ามชาติ
นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน มีบทบาทสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ความขัดแย้ง ดังนั้น การหารือระหว่างไทยกับจีนควรให้ความสำคัญกับ “จริยธรรมของการลงทุนข้ามชาติ” (Ethics of Transnational Investment) โดยผลักดันให้การลงทุนในพื้นที่ความขัดแย้งคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ ตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มากกว่าการพิจารณาเฉพาะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
4. ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ควรถูกยกระดับเป็นวาระความร่วมมือระดับภูมิภาค
- ผลกระทบจากการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก ขยายไปแม่น้ำใกล้เคียง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศไทยกับเมียนมา แต่ส่งผลต่อประเทศต่างๆ ในลุ่มน้ำโขงร่วมกัน
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับเมียนมาหรือจีน แต่ควรผลักดันผ่านกลไกความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และกรอบความร่วมมืออื่นๆ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐานด้านการทำเหมือง การคุ้มครองทรัพยากรน้ำ การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบของนักลงทุนข้ามชาติ
ฉะนั้นข่าวการทำข้อตกลงตั้งคณะทำงานร่วมวกันระหว่างไทยกับเมียนมา หากมองเป็น “จุดเริ่มต้นที่ดีของการแก้ปัญหา“ ก็อาจมองได้ แต่ถ้าต้องการปิดประตูแค่นี้ ร่วมมือกันแค่ 2 ประเทศ และตัดความร่วมมือหรือการแทรกแซงจากภาคส่วนอื่น ย่อมไม่เกิดผลสำเร็จแน่นอน
- ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นผลจากความเชื่อมโยงของโครงสร้างอำนาจในพื้นที่ การลงทุนข้ามชาติในเขตเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลกลางมีข้อจำกัดในการกำกับดูแล
ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบูรณาการการทูต ความร่วมมือระหว่างประเทศ การบริหารจัดการชายแดน มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และนโยบายความมั่นคงเข้าไว้ในยุทธศาสตร์เดียวกัน มากกว่าการดำเนินการแบบแยกส่วนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน
อาจารย์ฐิติวุฒิ สรุปว่า คำถามสำคัญก่อนการเจรจากับผู้นำรัฐบาลเมียนมา จึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยจะขออะไรจากเมียนมา” แต่คือ “รัฐบาลไทยเข้าใจโครงสร้างความมั่นคงของเมียนมามากน้อยเพียงใด” เพราะหากมองเห็นเพียงรัฐบาลเมียนมา แต่ไม่เข้าใจบทบาทของว้า และกะเหรี่ยง การเจรจาก็อาจเป็นเพียงการพูดคุยกับ “ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย” แต่ยังไม่ครบ “ผู้มีอำนาจในพื้นที่”
ประเด็นซับซ้อนเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–เมียนมายังคงแก้ไขได้ยากจนถึงปัจจุบัน