เนชั่นทีวี

ข่าว

เตือนรัฐบาลอย่าหวังสูง! "มิน อ่อง หล่าย" เยือนไทย จี้เคลียร์ตัวจริงคุมพื้นที่ "สแกมเมอร์-สารพิษแม่น้ำกก"

02 ส.ค. 2569 | natthanan_chu

เตือนรัฐบาลอย่าหวังสูง! "มิน อ่อง หล่าย" เยือนไทย จี้เคลียร์ตัวจริงคุมพื้นที่ "สแกมเมอร์-สารพิษแม่น้ำกก"

เตือนรัฐบาลอย่าหวังสูง! "มิน อ่อง หล่าย" เยือนไทย ชี้อำนาจเมียนมาไม่ได้มีแค่ศูนย์กลางเดียว จี้เคลียร์ตัวจริงคุมพื้นที่ "สแกมเมอร์-สารพิษแม่น้ำกก"

เตือนรัฐบาลอย่าหวังสูง! "มิน อ่อง หล่าย" เยือนไทย ชี้อำนาจเมียนมาไม่ได้มีแค่ศูนย์กลางเดียว จี้เคลียร์ตัวจริงคุมพื้นที่ "สแกมเมอร์-สารพิษแม่น้ำกก"

KEY

POINTS

  • เตือนไทยอย่าหวังสูง: หวั่นรัฐบาลไทยตกเป็นหนังหน้าไฟให้เมียนมาฟื้นตัวในเวทีโลกโดยปัญหาไม่ถูกแก้
  • เจาะลึกโครงสร้างอำนาจ: ชี้เมียนมามีหลายศูนย์อำนาจ ต้องเข้าใจบทบาทกองกำลังว้าและกะเหรี่ยงในพื้นที่จริง
  • แก้ปัญหาต้องถูกจุด: ปมสารพิษแม่น้ำกก ยาเสพติด และสแกมเมอร์ ต้องคุยกับผู้มีอิทธิพลตัวจริงไม่ใช่แค่รัฐบาลกลาง

2 สิงหาคม 2569 ภายหลังเมียนมาผ่านการเลือกตั้งอย่างกระท่อนกระแท่น และสถาปนารัฐบาลที่อ้างว่ามาจากกาารเลือกตั้ง รวมถึงมีประธานาธิบดีคนใหม่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งก็คือผู้นำการรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อนนั่นเอง

 

 

 

หลายฝ่ายจับตาบทบาทของรัฐบาลไทย และทางการไทย ที่ยื่นมือเข้าไปแตะกับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาอย่างรวดเร็ว และในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ประธานาธิบดีเมียนมาก็จะเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งๆ ที่ยังมีคำถามค้างคาหลายเรื่อง 

 

 

โดยเฉพาะฉันทามติของอาเซียนที่ขอให้เมียนมาแก้ไขปัญหาการสู้รบและการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ รวมถึงสถานะของเมียนมาในอาเซียนด้วย 

ผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศในเมืองไทยหวั่นเกรงว่า หากไทยวางสถานะไม่ดี อาจกลายเป็น “หนังหน้าไฟ” ให้เมียนมา ในการฟื้นตัวเองเข้าสู่เวทีอาเซียนและเวทีโลก โดยที่ปัญหาภายในก็ไม่ได้รับการแก้ไข 

ไม่ใช่แค่ปัญหาการเมือง แต่ยังรวมไปถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างสแกมเมอร์ ยาเสพติด และปัญหาสารพิษในลุ่มน้ำระหว่างประเทศ โดยเฉพาะไทย เมียนมา ลาว และประเทศใกล้เคียง

การเยือนไทยของประธานาธิบดีเมียนมา จะมีการทำความตกลงเรื่องการตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำชายแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทย-เมียนมาด้วย ซึ่งเนื้อหาของร่างบันทึกความตกลง ยังถูกคัดค้านจากหลายฝ่าย 

 

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องร้อนที่ท้าทายรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล 

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเชี่ยวชาญและทำวิจัยเรื่องการเมืองกับชนกลุ่มน้อยในเมียนมา เป็นนักวิชาการที่คนหนึ่งที่ออกมาตั้งคำถามว่า รัฐบาลไทยเข้าใจ “ความมั่นคงของเมียนมา” มากน้อยเพียงใด?

 

เตือนรัฐบาลอย่าหวังสูง! "มิน อ่อง หล่าย" เยือนไทย จี้เคลียร์ตัวจริงคุมพื้นที่ "สแกมเมอร์-สารพิษแม่น้ำกก"

 

 

อาจารย์ฐิติวุฒิ ตั้งประเด็นว่า หากรัฐบาลไทยต้องการให้การหารือกับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ โครงสร้างความมั่นคงของเมียนมาในปัจจุบัน เพราะเมียนมาไม่ได้มีศูนย์อำนาจเพียงศูนย์เดียวอีกต่อไป การแก้ปัญหาความมั่นคงจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลางเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลในพื้นที่จริง ในแต่ละรัฐ แต่ละภูมิภาคของเมียนมาด้วย 

 

 

อาจารย์ฐิติวุฒิ ตั้งข้อสังเกตเอาไว้แบบนี้ 

 

 1. อย่ามองว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย คือผู้กุมอำนาจทุกพื้นที่

 - เมียนมาในปัจจุบันเป็นรัฐที่มีโครงสร้างอำนาจหลายศูนย์ การเจรจากับรัฐบาลเมียนมาจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากไม่เข้าใจว่าใครคือผู้กุมอำนาจในพื้นที่จริง การเจรจาก็อาจได้เพียงคำมั่นทางการเมือง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในพื้นที่ได้

 2.ปัญหายาเสพติด รัฐบาลเมียนมาเองก็อยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก”

 - หากไทยต้องการผลักดันการแก้ไขปัญหายาเสพติด ก็ต้องเข้าใจบทบาทของ กองทัพสหรัฐว้า หรือ United Wa State Army: UWSA ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือของเมียนมา และเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลเมียนมาต้องคำนึงถึงในการรักษาดุลอำนาจและเสถียรภาพในพื้นที่บางส่วน

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินมาตรการใดที่กระทบต่อ UWSA จึงไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับการคำนวณต้นทุนทางการเมืองและความมั่นคงของรัฐบาลเมียนมา จึงอาจสรุปได้ล่วงหน้าว่า ในประเด็นนี้รัฐบาลเมียนมาอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก”

 

 3. ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รัฐบาลเมียนมากำลัง “ขี่หลังเสือ”

 - หากไทยต้องการจัดการเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ในพื้นที่เมียวดี พื้นที่ติดกับประเทศไทย ก็ต้องเข้าใจว่าโครงสร้างอำนาจในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงรัฐบาลเมียนมา แต่ยังมีกองกำลังที่มีอิทธิพลหลายกลุ่ม ได้แก่ กองกำลังกะเหรี่ยง KNA หรือ Karen National Army ภายใต้การนำของ หม่อง ชิต ตู่ และ กลุ่มกะเหรี่ยงพุทธ DKBA ซึ่งล้วนเป็นผู้เล่นสำคัญในพื้นที่ชายแดน

 - กองกำลังเหล่านี้มีบทบาทในฐานะพันธมิตรทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลเมียนมาต้องคำนึงถึงในการรักษาดุลอำนาจและการควบคุมพื้นที่ ดังนั้น การดำเนินมาตรการที่กระทบต่อกลุ่มเหล่านี้ ย่อมมีต้นทุนทางการเมืองและความมั่นคงที่รัฐบาลเมียนมาต้องพิจารณา 

จึงเปรียบได้กับการ “ขี่หลังเสือ” เพราะเมื่ออาศัยกลุ่มเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างความมั่นคงแล้ว การจะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์หรือดำเนินมาตรการอย่างเด็ดขาดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

 

 4. ข้อสังเกต

1. ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกเป็นผลจากโครงสร้างอำนาจของพื้นที่รัฐโดยพฤตินัย มากกว่าจะเป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม

ปัญหาสารเคมีหรือสารพิษในแม่น้ำกกและพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ มีความเชื่อมโยงกับพลวัตของกองกำลังชาติพันธุ์ที่มีอำนาจควบคุมพื้นที่ในลักษณะของ “รัฐโดยพฤตินัย” ทำให้การทำเหมือง การใช้ทรัพยากร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกจากโครงสร้างอำนาจของผู้ที่ควบคุมพื้นที่จริงได้ ลักษณะดังกล่าวไม่แตกต่างจากปัญหายาเสพติดหรือเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดของรัฐบาลเมียนมาในการควบคุมพื้นที่หลายแห่ง ดังนั้น หากประเทศไทยยังคงมองปัญหานี้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม การแก้ไขย่อมไม่สามารถเข้าถึงต้นตอของปัญหาได้ และจำเป็นต้องขยายกรอบการวิเคราะห์ไปสู่มิติของโครงสร้างอำนาจและเศรษฐกิจการเมืองในพื้นที่ชายแดนควบคู่กัน

 

 

2. การเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา

ข้อจำกัดของรัฐบาลเมียนมาในการใช้อำนาจเหนือพื้นที่หลายแห่ง ประกอบกับการทำเหมืองและการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ รวมถึงแร่หายาก ที่ในบางกรณีเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทั้งหน่วยงานรัฐและผู้มีอำนาจในพื้นที่ ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่อาจอาศัยการเจรจากับรัฐบาลส่วนกลางเพียงช่องทางเดียว แต่ควรดำเนินควบคู่กับการใช้มาตรการด้านการบริหารจัดการชายแดน เครื่องมือทางเศรษฐกิจ และการสร้างแรงจูงใจหรือแรงกดดันต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

 

 

3. การหารือกับจีนควรยกระดับจากประเด็นเศรษฐกิจไปสู่จริยธรรมของการลงทุนข้ามชาติ

นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน มีบทบาทสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ความขัดแย้ง ดังนั้น การหารือระหว่างไทยกับจีนควรให้ความสำคัญกับ “จริยธรรมของการลงทุนข้ามชาติ” (Ethics of Transnational Investment) โดยผลักดันให้การลงทุนในพื้นที่ความขัดแย้งคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ ตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มากกว่าการพิจารณาเฉพาะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

 

4. ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ควรถูกยกระดับเป็นวาระความร่วมมือระดับภูมิภาค

 - ผลกระทบจากการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก ขยายไปแม่น้ำใกล้เคียง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศไทยกับเมียนมา แต่ส่งผลต่อประเทศต่างๆ ในลุ่มน้ำโขงร่วมกัน 

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับเมียนมาหรือจีน แต่ควรผลักดันผ่านกลไกความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และกรอบความร่วมมืออื่นๆ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐานด้านการทำเหมือง การคุ้มครองทรัพยากรน้ำ การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบของนักลงทุนข้ามชาติ

ฉะนั้นข่าวการทำข้อตกลงตั้งคณะทำงานร่วมวกันระหว่างไทยกับเมียนมา หากมองเป็น “จุดเริ่มต้นที่ดีของการแก้ปัญหา“ ก็อาจมองได้ แต่ถ้าต้องการปิดประตูแค่นี้ ร่วมมือกันแค่ 2 ประเทศ และตัดความร่วมมือหรือการแทรกแซงจากภาคส่วนอื่น ย่อมไม่เกิดผลสำเร็จแน่นอน 

 - ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นผลจากความเชื่อมโยงของโครงสร้างอำนาจในพื้นที่ การลงทุนข้ามชาติในเขตเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลกลางมีข้อจำกัดในการกำกับดูแล 

ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบูรณาการการทูต ความร่วมมือระหว่างประเทศ การบริหารจัดการชายแดน มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และนโยบายความมั่นคงเข้าไว้ในยุทธศาสตร์เดียวกัน มากกว่าการดำเนินการแบบแยกส่วนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน

 

อาจารย์ฐิติวุฒิ สรุปว่า คำถามสำคัญก่อนการเจรจากับผู้นำรัฐบาลเมียนมา จึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยจะขออะไรจากเมียนมา” แต่คือ “รัฐบาลไทยเข้าใจโครงสร้างความมั่นคงของเมียนมามากน้อยเพียงใด” เพราะหากมองเห็นเพียงรัฐบาลเมียนมา แต่ไม่เข้าใจบทบาทของว้า และกะเหรี่ยง การเจรจาก็อาจเป็นเพียงการพูดคุยกับ “ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย” แต่ยังไม่ครบ “ผู้มีอำนาจในพื้นที่” 

 

ประเด็นซับซ้อนเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–เมียนมายังคงแก้ไขได้ยากจนถึงปัจจุบัน
 

 

 

ข่าวล่าสุด