สวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจครั้งสุดท้าย “เท้ง” นำ “ยศชนัน” แซง “อนุทิน”
30 ม.ค. 2569
“สวนดุสิตโพล” เปิดผลสำรวจครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 69 “เท้ง” นำ “ยศชนัน” แซง “อนุทิน” นักวิเคราะห์โพลสวนดุสิตเปรย ผลลัพธ์จริงอยู่ที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ
ข่าว
30 ม.ค. 2569
“สวนดุสิตโพล” เปิดผลสำรวจครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 69 “เท้ง” นำ “ยศชนัน” แซง “อนุทิน” นักวิเคราะห์โพลสวนดุสิตเปรย ผลลัพธ์จริงอยู่ที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ
30 มกราคม 2569 "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง "ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569" กลุ่มตัวอย่างจำนวน 26,621 คน (สำรวจทางภาคสนาม 100%) ระหว่างวันที่ 16-28 มกราคม 2569 พบว่าพรรคการเมืองแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ติลิสต์) ที่กลุ่มตัวอย่างจะเลือก คือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.99 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 22.13 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.92
ด้าน สส.เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.46 รองลงมาคือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 21.52 เพื่อไทย ร้อยละ 20.60 และอยากให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 35.07 รองลงมาคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 21.53 และนายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 16.11
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสะท้อนว่า พรรคประชาชนยังคงนำในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ อย่างไรก็ตาม ผลโพลเป็นความคิดเห็นของประชาชน ณ ขณะนั้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ออกมาใช้สิทธิของประชาชนในวันเลือกตั้ง หากประชาชนต้องการให้ผลเป็นอย่างไร ก็จำเป็นต้องออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ตามกระบวนการประชาธิบไตย เพราะคำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่ผลโพล แต่อยู่ที่คูหาเลือกตั้งของประชาชนทุกคนมาใช้สิทธิ
ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในห้าข้อ "ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569" พบว่า พรรคประชาชนและ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้รับการสนับสนุนเป็นอันดับหนึ่งในทุกประเด็น ซึ่งมีความต่อเนื่องและสอดคล้องกับผลสำรวจหัวข้อ "คนไทยกับการทำประชามติและการเลือกตั้ง 2569" ก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจดังกล่าวเป็นเพียงภาพสะท้อน กระแสนิยมของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่ง และเป็นการบ่งชี้ "อุณหภูมิทางการเมือง" เพียงเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ การเมืองในระบบรัฐสภาไทย ยังถูกกำหนดด้วยกติกาเชิงสถาบัน การรวมเสียงในสภา และพลวัตของการต่อรองทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้เจตจำนงของประชาชน ไม่อาจแปรเป็นอำนาจรัฐโดยตรงเสมอไป ดังนั้น คะแนนนิยมกับความจริงในการจัดตั้งรัฐบาล จึงอาจไม่สอดคล้องกัน ซึ่งถือเป็นลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยไทยร่วมสมัย ด้วยเหตุนี้ สังคมและผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำเป็นต้องเตรียมความเข้าใจ และยอมรับผลลัพธ์ที่อาจแตกต่างจากความคาดหวัง โดยมองการเมืองในฐานะกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์
สุดท้าย เพื่อเสริมสร้างวุฒิภาวะทางการเมือง และความเข้าใจในบริบทของประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอย่างยั่งยืน
