ถอดรหัส “ดุสิตโพล” ส้มอย่าเพลิน-น้ำเงินจี้ติด มรสุมรุม "ส้ม" ทำฝันสลาย
02 ม.ค. 2569

ถอดรหัส “ดุสิตโพล” ส้มอย่าเพลิน-น้ำเงินจี้ติด มรสุมรุม “ส้ม” ฉุดคะแนนนิยม เลือกตั้ง 2569 กับงานที่ไม่เคยง่ายของพลพรรคค่ายส้ม
ข่าว
02 ม.ค. 2569

ถอดรหัส “ดุสิตโพล” ส้มอย่าเพลิน-น้ำเงินจี้ติด มรสุมรุม “ส้ม” ฉุดคะแนนนิยม เลือกตั้ง 2569 กับงานที่ไม่เคยง่ายของพลพรรคค่ายส้ม
2 มกราคม 2569 กระแสการเลือกตั้ง2569 เริ่มกลับมาอยู่ในความสนใจของประชาชน ที่คาดว่าหลังหยุดยาวปีใหม่ จะกลับมาฟีเวอร์เต็มที่ โดยเฉพาะผลโพลจากสำนักต่างๆ ที่ออกเกี่ยวกับประเด็นความนิยมของพรรคต่างๆ
ความน่าสนใจของผลโพล นอกจาก “อีสานโพล” ที่ยกให้ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนักการเมืองแห่งปี โหนกระแสชาตินิยมจนคะแนนนิยมพุ่งพรวดแล้ว
ในส่วนของ “สวนดุสิตโพล” ที่สำรวจความเห็นประชาชนในภาพกว้าง ระหว่างวันที่ 15-26 ธันวาคม 2568 (ใช้เวลาเก็บข้อมูลค่อนข้างนาน) และยังสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างมากถึง 10,218 คน ในประเด็น “ที่สุดแห่งปี 2568” นั้น
ความเป็นที่สุดที่ตั้งเป็นประเด็นสำรวจ มี 9 ด้านด้วยกัน ในจำนวนนี้มีด้านที่เกี่ยวกับการเมือง 2 ด้าน คือ
หนึ่ง นักการเมืองที่สุดแห่งปี - แม้อันดับ 1 กับ 2 จะเป็นนักการเมืองจากพรรคประชาชน หรือ พรรคส้ม คือ ไอซ์ รักชนก ศรีนอก และ เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ด้วยคะแนน 27.35% กับ 26.08%
แต่อันดับ 3 กลายเป็น นายกฯ อนุทิน ด้วยคะแนนไม่ขี้เหร่ คือ 19.75% ถือว่าไม่น้อย และยังเอาชนะ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งมีบทบาทสูงในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอย่างมากอีกด้วย
สอง ความหวังในปี 2569 - ผลสำรวจ 5 อันดับแรกที่เป็นความหวังของคนไทย เป็นเรื่องเศรษฐกิจ 2 อันดับ และสถานการณ์ชายแดน 1 อันดับ กล่าวคือ
ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น 27.63% และเศรษฐกิจดี 18.76% ตามด้วย ปัญหาชายแดนไทยยุติ 13.06% ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้เป็นจุดแข็ง หรือจุดเด่นของพรรคภูมิใจไทย
ส่วนความคาดหวังอีก 2 อันดับ คือ อันดับ 1 ได้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ดี 29.81% กับ ทุจริตคอร์รัปชั่นลดลง 10.74% อาจสอดรับกับแนวทางการหาเสียงของพรรคประชาชน แต่ก็ทำให้เห็นว่า ความคาดหวังของประชาชน ไม่ได้พุ่งไปที่แนวทางของพรรคส้มเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น แตกต่างจากเมื่อครั้งที่ชูแคมเปญ “มีเรา…ไม่มีลุง” เมื่อการเลือกตั้งปี 66 ซึ่งตรงใจและตรงกับความคาดหวังของคนไทยจำนวนมาก ทำให้พรรคส้มได้รับชัยชนะเหนือพรรคแดง คือ พรรคเพื่อไทย ที่ไม่กล้าประกาศชัดๆ ว่า “ไม่เอาพรรคลุง”
1. วิกฤตศรัทธากรณี "ผู้สมัครสีเทา" เขต 33 กทม.
- นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 (บางพลัด-บางกอกน้อย) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปส. จับกุมในข้อหา "ฟอกเงิน" ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติด เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 68 หลังเป็นผู้สมัคร สส.ของพรรคไปแล้ว
- สะท้อนจุดอ่อนของพรรคในการตรวจสอบประวัติ ซึ่งปรากฏปัญหาซ้ำๆ มาหลายครั้งที่ สส.ของพรรคในสภาชุดที่ผ่านๆ มา มีประวัติอาชญากร เคยโดนดำเนินคดีลักทรัพย์บ้าง คดีอื่นๆ บ้าง
- สะเทือนยุทธศาสตร์หาเสียง "มีเรา...ไม่มีเทา"
- การเปลี่ยนตัวผู้สมัครให้ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ลงสมัครแทนในวันสุดท้าย (31 ธ.ค.) โดยอ้างเหตุผลว่า นายบุญฤทธิ์ลาออกจากพรรค ทำให้ขาดคุณสมบัติ ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการใช้เทคนิคกฎหมายสร้างความได้เปรียบ/เหลื่อมล้ำกับผู้สมัครรายอื่น พรรคอื่นหรือไม่
**เป็นแนวทางเดียวกับที่ “การเมืองเก่า” ใช้กันแพร่หลายหรือไม่
**เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้พรรคอื่นใช้วิธีนี้ เพื่อสับขาหลอก หรือเปลี่ยนตัวผู้สมัครบ้างหรือไม่ในอนาคต
2. แรงกระเพื่อมภายใน จากข้อกล่าวหา "รวมศูนย์อำนาจ : กลุ่มเพื่อนเอก”
- มีกระแสวิจารณ์จากคนในและอดีตสมาชิกพรรคว่า การคัดเลือกผู้สมัคร สส. ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ ถูกครอบงำโดยกลุ่มแกนนำใกล้ชิด ที่ถูกเรียกติดปากว่า “กลุ่มเพื่อนเอก” ซึ่งหมายถึง คนใกล้ชิดของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำจิตวิญญาณสีส้ม
- กลายเป็น "พรรคที่มีเจ้าของ" ที่หนักกว่าพรรคอื่นที่ถูกวิจารณ์ว่าบริหารระบบบริษัทอย่างไทยรักไทยหรือเพื่อไทย เพราะลักษณะเฉพาะของพรรคส้มที่หนักกว่าพรรคอื่นคือ “คนนอกเข้าถึงยาก” และใครขัดแนวทางของผู้นำจิตวิญญาณไม่ได้เลย
- ระบบไพรมารีโหวต ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียง “พิธีกรรม” ใช่หรือไม่ เพราะสุดท้ายพรรคเลือกคนที่ส่วนกลางต้องการมากกว่าคนที่ทำงานในพื้นที่มานาน ทำให้เกิดกรณีการถอนตัวหรือลาออกของสมาชิกบางกลุ่ม
3. (ต่อเนื่องจากข้อ 2) ปัญหาการวางตัวผู้สมัคร
- ปัญหาเดิมที่แก้ไม่ตก คือ การขาดแคลนตัวจริงในพื้นที่ จึงตัดสินใจแบบ “ส่งใครก็ได้" ขอแค่มีแนวคิดหรืออุดมการณ์เหมือนกัน โดยไม่ต้องมีฐานเสียง หรือเข้าใจพื้นที่ เพราะมั่นใจกระแสของพรรค และการสร้างความนิยมผ่านโซเชียลมีเดีย
- ทำให้พรรคและ สส.หรือผู้สมัครของพรรคถูกโจมตีว่า "ขาไม่ติดดิน - เลือกแล้วหายหัว - ทิ้งพื้นที่ ทิ้งชาวบ้าน”
- การจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่ม "เทคโนแครต" หรือนักวิชาการ มากกว่านักกิจกรรมที่ร่วมสู้กับพรรคมานาน
4. กับดักนิติสงคราม
- มีคดีความจาก “นิติสงคราม” รออยู่หลายคดี ทำให้ต้องจัดตัวผู้สมัครเพื่อป้องกันผลกระทบเมื่อคดีถูกชี้มูล หรือถูกศาลวินิจฉัย
5.ต้องการเป็นรัฐบาล รอต่อไปไม่ไหวแล้ว
- พรรคกำลังปรับตัวจาก "พรรคอุดมการณ์" ไปสู่ "พรรคเน้นชัยชนะ" จนยอมแลกกับหลักการเดิม
- เห็นได้ชัดจากการจัดตัวผู้สมัครบางพื้นที่
**ยุทธศาสตร์ "ส้มผสมบ้านใหญ่" =:> เปิดรับ "ทายาทบ้านใหญ่" หรือตระกูลการเมืองท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อแก้จุดอ่อนเรื่อง "กระสุน" (ทรัพยากร) และ "เครือข่ายพื้นที่" ที่พรรคก้าวไกลเคยแพ้ในเขตชนบท หรือนอกเขตเทศบาล โดยมองข้ามความเหมาะสมอื่นๆ เช่น คดีทุจริตในรุ่นพ่อของทายาทบ้านใหญ่เหล่านี้ (บางคนเรียก ส้มปลอม ส้มเซินเจิ้น)
**การจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ให้ความสำคัญกับกลุ่มทุน มากกว่าปีกมวลชน นักกิจกรรมที่ต่อสู้กับพรรคมานาน หลายคนอยู่นอกเซฟโซน
**การจัดผู้สมัคร สส.ระบบเขต หลายพื้นที่พรรคตัดสินใจเลือก “คนใหม่” ที่มีความพร้อมเรื่อง “ทรัพยากร” แทนอดีตผู้สมัครที่ “เกือบชนะ” ในการเลือกตั้งครั้งก่อน และยังทำงานแข็งขันกับพรรคอยู่ แต่ไม่มีทุนมากพอ ทำให้ถูกมองว่า “ถูกใช้แล้วทิ้ง”
5 คำถามแหลมคมย้อนถล่มส้ม
1. โตเร็วเกินไป จนระบบจัดการภายในตามไม่ทัน
กลายเป็นคำถาม : จัดการในพรรคยังลำบาก แล้วจะจัดการประเทศได้จริงหรือ?
2. พยายามรักษาความสะอาดของแบรนด์ เน้นอุดมการณ์ ล่าสุดประกาศแคมเปญ “มีเรา…ไม่มีเทา”
กลายเป็นคำถาม : คนของพรรคเอง ผู้สมัครของพรรค คนที่พรรคเลือกอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถูกกล่าวหาหนักกว่าคนที่พรรคไปกล่าวหาเขาเสียอีก (โดนจับ ไม่ได้ประกัน)
3. อ้างว่าเป็นผู้นำประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม บริหารพรรคแบบ Professional แต่กลับมี “โปลิตบูโร” ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งก่อน (ตัวอย่างกรณี คริส โปรตระนันทน์ ที่ไปตั้งพรรคเส้นด้าย และพรรคเศรษฐกิจ) และล่าสุดคือ “กลุ่มเพื่อนเอก”
กลายเป็นคำถาม : สรุปว่าเป็นพรรคอ้างประชาธิปไตย แต่ภายในเผด็จการกว่าพรรคอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะ “เผด็จการทางความคิด” ถ้าไม่แก้ 112 ไม่ตั้งคำถามกับสถาบัน จะถูกกันออกจากวง…หรือเปล่า
4. ต้องการชนะแบบแลนด์สไลด์ เพื่อเป็นรัฐบาลพรรคเดียว จึงต้องใช้ "สูตรสำเร็จ" แบบการเมืองเก่า คือ เงิน + บ้านใหญ่ + คอนเนกชัน
กลายเป็นคำถาม : ไหนว่ารอได้ เพราะพวกการเมืองเก่า อนุรักษ์นิยม สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้เวลา เพราะจะตายกันหมด สุดท้ายอุดมการณ์ตายก่อนหรือเปล่า
5. ระบบพวกมากลากไป ไม่เคยยอมรับความผิดตัวเอง เช่น กรณีใช้ สด.43 ปลอม แทนที่จะยอมรับผิด เพราะกระบวนการได้มาซึ่งเอกสาร ไม่มีใครหลอกใครได้ (ขณะเกิดเรื่อง เรียนจบปริญญาแล้ว และทุกคนในประเทศนี้รู้กระบวนการว่า การผ่อนผันการเกณฑ์ทหารทำอย่างไร) แทนที่พรรคจะขอโทษ ตรวจสอบ หรือลดการทำกิจกรรมจนกว่าจะพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้ กลับฮือปกป้อง แถมโจมตีฝ่ายที่ดำเนินคดี
กลายเป็นคำถาม : คำกล่าวที่ว่า ถูกผู้มีอำนาจกลั่นแกล้ง ที่แท้เป็นวาทกรรมเบี่ยงเบนประเด็นที่ตัวเองทำผิดเองหรือไม่
ข่าวล่าสุด