สำหรับงบประมาณปี 2566 ในภาพรวมยังเป็นการจัดงบประมาณแบบภาวะปกติ ไม่ใช่ภาวะวิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญ แม้งบประมาณได้ผ่านสภาไปแล้ว แต่การทบทวนปรับปรุงงบประมาณจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ภายใต้สภาวการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ซึ่งรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งครั้งหน้า สามารถดำเนินการได้โดยเสนอกฎหมายปรับโอนงบประมาณ ซึ่งเคยมีการดำเนินการมาก่อนหน้านี้ โดยเน้นการปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หรือชะลอโครงการส่วนหนึ่งออกไปก่อน เพื่อปรับเอางบประมาณมาเน้นไปที่การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง เช่น การเร่งฟื้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก และกระตุ้นการสร้างงานในพื้นที่ทั่วประเทศ
หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ยังเสนออีกว่า นอกจากการปรับปรุงงบประมาณปี 2566 รัฐบาลหน้ายังสมควรพิจารณาริเริ่มการปฏิรูประบบงบประมาณอย่างจริงจัง เนื่องจากระบบงบประมาณที่ใช้มาทุกวันนี้ ไม่สามารถรองรับการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในยุคที่โลกมีความเปลี่ยนแปลงและ Disruption ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบงบประมาณในอนาคต ต้องสามารถสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มพลังให้เศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ได้แก่ การเร่งสร้างความเข้มแข็งในระดับเศรษฐกิจฐานราก การแก้ไขความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างงานสร้างอาชีพและโอกาสใหม่ให้คนไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การขนส่งคมนาคมสมัยใหม่ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะพร้อมทำงานในโลกยุคใหม่ การสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น อุตสาหกรรม New S-curve หรืออุตสาหกรรมแห่งโลกอนาคต เป็นต้น
“หากเราจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนได้ในอนาคต มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการงบประมาณ ในปัจจุบันที่มีโครงสร้างแบบไซโลผ่านกระทรวงและหน่วยงาน ซึ่งไม่สามารถบูรณาการให้การใช้งบประมาณรองรับการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่ต่างๆของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสถานการณ์ ดังนั้นจุดสำคัญจึงต้องปฏิรูปการจัดงบประมาณให้สามารถส่งตรงลงถึงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบริหารจัดการและตัดสินใจลงทุนด้วยงบประมาณดังกล่าวเอง ซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่และภาพรวมประเทศ ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงอีกด้วย”