เนชั่นทีวี

ข่าว

สหรัฐฯ ถอนเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายออกจากเอเชีย

17 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

สหรัฐฯ ถอนเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายออกจากเอเชีย

สหรัฐฯ ถอนเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายออกจากเอเชีย ขณะที่หันไปให้ความสำคัญกับอิหร่านและซีกโลกตะวันตก เพื่อสับเปลี่ยนกับเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่มีข่าวอื้อฉาวเรื่องคุณภาพชีวิตเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของลูกเรือ

สหรัฐฯ ถอนเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายออกจากเอเชีย ขณะที่หันไปให้ความสำคัญกับอิหร่านและซีกโลกตะวันตก เพื่อสับเปลี่ยนกับเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่มีข่าวอื้อฉาวเรื่องคุณภาพชีวิตเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของลูกเรือ

KEY

POINTS

  • ถอนเรือลำสุดท้าย: สหรัฐฯ ถอนเรือ USS George Washington ออกจากเอเชียไปตะวันออกกลางเพื่อสับเปลี่ยนกับเรือ USS Abraham Lincoln
  • ช่องว่างในแปซิฟิก: พันธมิตรหวั่นจีนฉวยโอกาสขยายแสนยานุภาพและสร้างอิทธิพลเหนือฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นในพื้นที่ทะเลจีนใต้
  • กำลังพลเหนื่อยล้า: ปฏิบัติการยืดเยื้อกับอิหร่านกดดันระบบซ่อมบำรุงและสุขภาพจิตลูกเรือ จนกองทัพเรือเริ่มพิจารณาลดการพึ่งพาเรือยักษ์

17 สิงหาคม 2569 ปฏิบัติการเผชิญหน้ากับอิหร่านของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังสร้างภาระหนักเกินขีดจำกัดให้กับกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ และส่งผลให้ภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก ขาดแคลนเรือรบหลักของสหรัฐฯ ไปหนึ่งลำ ในช่วงเวลาที่จีนเริ่มแสดงท่าทีแข็งกร้าวและคุกคามมากขึ้น

เรือ USS George Washington ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายของสหรัฐฯ ในเอเชีย กำลังเดินทางออกจากมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อไปสับเปลี่ยนหน้าที่กับเรือ USS Abraham Lincoln ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตและปัญหาด้านเสบียงของลูกเรือลำนี้ ที่ต้องปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องมาเป็นเวลานานเกือบ 9 เดือน

เรือ Lincoln ถูกขยายเวลาปฏิบัติภารกิจในทะเลออกไปจากกำหนดเดิม ที่จะต้องเดินทางกลับในเดือนพฤษภาคม เพื่อรองรับปฏิบัติการรับมือกับอิหร่าน ซึ่งการขาดหายไปของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ในแปซิฟิก อาจเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวหากกองทัพเรือส่งเรืออีกลำเข้ามาประจำการแทน ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่นักวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปฏิบัติการที่ยืดเยื้อกับอิหร่าน กำลังทำให้ทหารเรือสหรัฐฯ อ่อนล้าอย่างหนัก ในขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังถอยห่างจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และหันไปให้ความสำคัญกับซีกโลกตะวันตกมากขึ้น

สหรัฐฯ ถอนเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายออกจากเอเชีย

เกรก พอลลิ่ง ผู้อำนวยการ Southeast Asia Program แห่ง Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS ให้ความเห็นว่า "รัฐบาลระบุว่าภูมิภาคแปซิฟิกควรมีความสำคัญเป็นอันดับรองจากซีกโลกตะวันตกเท่านั้น แต่ความเป็นจริง สหรัฐฯ กลับดำเนินการในทิศทางตรงกันข้ามกับเป้าหมายที่เคยประกาศไว้ว่า จะถอนตัวออกจากตะวันออกกลาง" 

พอลลิ่ง กล่าวด้วยว่า พันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคแปซิฟิก ต่างรู้สึกกังวลใจกับความไม่แน่นอนของรัฐบาลพรรครีพับลิกัน ในขณะที่รัฐบาลจีน "รู้สึกพอใจอย่างยิ่งที่สหรัฐฯ ต้องพะวงกับปัญหาอื่นจนเสียสมาธิ รวมถึงความหงุดหงิดใจของเหล่าพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ"

จีนอาจฉวยโอกาสในช่วงที่เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ไม่อยู่ในพื้นที่
รัฐบาลจีนมองว่าการมีกำลังทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ เป็นภัยคุกคามต่อการผงาดขึ้นของจีน และเป็นอุปสรรคต่อความมุ่งหมายที่จะยึดครองไต้หวัน เกาะที่ปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตย แต่จีนอ้างสิทธิ์ว่าเป็นดินแดนของตน ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันว่า ภูมิภาคแปซิฟิกมีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง จนไม่อาจปล่อยให้สูญเสียอิทธิพลไปได้

ไบรอัน คลาร์ก อดีตทหารเรือประจำเรือดำน้ำ และนักวิเคราะห์ด้านกลาโหมจาก Hudson Institute ให้ความเห็นว่า ไม่มีใครคาดคิดว่า จีนจะบุกไต้หวันเพียงเพราะเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค แต่การที่เรือลำนี้ไม่อยู่ในพื้นที่ ถือเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่จีนจะแสดงแสนยานุภาพของตน  

"จีนกำลังใช้เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรม เพื่อแสดงให้ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ เห็นว่า สหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลสูงสุดในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกอีกต่อไป"  "พวกเขาต้องการให้ประเทศในภูมิภาคนี้ มองว่า จีนเป็นมหาอำนาจที่เหนือกว่า และสหรัฐฯ ไม่สามารถรับประกันความมั่นคงให้แก่พวกเขาได้อีกต่อไป"

สหรัฐฯ ถอนเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายออกจากเอเชีย  

ในสัปดาห์นี้ จีนได้จัดการซ้อมรบทางทะเลร่วมกับอินโดนีเซีย และเมื่อเร็วๆ นี้ยังแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ และต่างก็มีข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับจีนเช่นกัน...โดยการซ้อมรบทางทหารได้มีขึ้นใกล้แนวปะการัง Scarborough Shoal เมื่อเดือนที่ผ่านมา ตอกย้ำการซ้อมรบทางทหารใกล้กับในทะเลจีนใต้ ที่ทั้งจีนและฟิลิปปินส์ ต่างอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ทางทะเลแห่งนี้เช่นกัน นอกจากนี้เรือพิฆาตติดขีปนาวุธของจีน ก็ยังได้ทำการซ้อมรบด้วยกระสุนจริง บริเวณนอกชายฝั่งเกาะ Okinotori ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ทางใต้สุดของญี่ปุ่นด้วย

พลเรือโทแฟรงก์ แบรดลีย์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษสหรัฐฯ (U.S. Special Operations Command) ได้พยายามสร้างความมั่นใจแก่ชาติพันธมิตรในภูมิภาคถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ โดยได้เดินทางเยือนกรุงมะนิลา ของฟิลิปปินส์ และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฟิลิปปินส์ว่า กองกำลังปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ พร้อมที่จะยกระดับการฝึกซ้อมร่วม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และคาดว่าเขาจะเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

เขากล่าวด้วยว่า "สหรัฐฯ มีขีดความสามารถในการส่งกำลังพล และแสนยานุภาพทางทหารไปยังพื้นที่ใดก็ได้ทั่วโลก และเมื่อสถานการณ์ภัยคุกคามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว เราก็จะปรับเปลี่ยนการวางกำลังและทิศทางปฏิบัติการ เพื่อนำกำลังพลและแสนยานุภาพ ไปใช้ในพื้นที่อื่นที่มีความจำเป็นต่อไป และยังมีความมั่นใจอย่างยิ่ง ในขีดความสามารถของกองทัพฟิลิปปินส์ ที่จะปกป้อง อธิปไตยของตนในพื้นที่นี้ และมั่นใจว่าเราจะยังคงรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับพวกเขาไว้ได้"

อีวาน แซงกีย์ นักวิเคราะห์นโยบายจาก Cato Institute ที่เชี่ยวชาญด้านนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน กล่าวว่า เรือบรรทุกเครื่องบินช่วยสร้างความมั่นใจทางจิตวิทยาให้กับชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ เขาระบุว่า การที่ไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการอยู่ในภูมิภาคนี้ "ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกโดยทั่วไปที่ว่า สหรัฐฯ กำลังพะวงอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง" 

สหรัฐฯ ถอนเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายออกจากเอเชีย

ทรัมป์พึ่งพาเรือบรรทุกเครื่องบินในการดำเนินปฏิบัติการทางทหาร
ทรัมป์ใช้เรือบรรทุกเครื่องบินเป็นกำลังหลัก ในการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารมาโดยตลอด เช่น เรือ USS Gerald R. Ford ได้เดินทางกลับฐานทัพ ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม หลังเสร็จสิ้นภารกิจประจำการนานถึง 11 เดือน ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุด นับตั้งแต่สงครามเวียดนาม โดยเรือได้สนับสนุนภารกิจของสหรัฐฯ ในการรับมือกับอิหร่าน รวมถึงปฏิบัติการจับกุมนิโคลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลาในขณะนั้น

มีรายงานว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน Ford ประสบเหตุเพลิงไหม้ในห้องซักล้าง ทำให้ต้องหันหัวกลับไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อทำการซ่อมแซม ส่งผลให้ลูกเรือหลายร้อยนาย ไม่มีที่หลับนอน ส่วนเรือ Lincoln ได้สร้างสถิติปฏิบัติภารกิจในทะเลอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ กินเวลามากกว่า 240 วัน ทำให้สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครต เรียกร้องให้มีการตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่บนเรือให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

โรเบิร์ต ฟาร์ลีย์ อาจารย์ประจำวิชาความมั่นคงแห่งชาติ และการทูตที่ University of Kentucky และเจ้าของบทความเกี่ยวกับเรือบรรทุกเครื่องบิน ให้ความเห็นว่า กล่าวว่า เรือรบและลูกเรือต่างมีขีดจำกัด ในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ..... "ผู้คนไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ จนเกิดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ทั้งที่การได้พักผ่อนและผ่อนคลาย (R&R) ถือเป็นส่วนสำคัญในการรักษาสุขภาพของลูกเรือ"...."บางครั้งเรื่องนี้อาจถูกมองเพียงแค่ว่า 'คนเหล่านี้ยังไม่ได้หยุดพักร้อน' แต่ในความเป็นจริง เรากำลังเผชิญกับข้อจำกัดที่ทราบกันดี เกี่ยวกับขีดความสามารถของลูกเรือ ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประสิทธิภาพเหล่านั้นย่อมลดลงตามกาลเวลา"

ส่วนคล้าก จาก Hudson Institute กล่าวว่า ปัญหาความตึงเครียดด้านกำลังพลของเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ มีสาเหตุมาจากการขาดการเตรียมความพร้อม และการวางแผนรับมือสำหรับสงครามกับอิหร่าน......"หากเราต้องระดมกำลังเพื่อรับมือกับความขัดแย้งในลักษณะนี้ และคาดการณ์ไว้แล้วว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อ เราก็คงจะปรับเปลี่ยนตารางการปฏิบัติการของเรือบรรทุกเครื่องบินเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเรือพร้อมใช้งานในจำนวนที่มากขึ้น"

เขาบอกว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการอยู่ 11 ลำ โดยปกติจะส่งเรือออกปฏิบัติภารกิจครั้งละ 2 หรือ 3 ลำ แต่ในเร็วๆ นี้อาจมีการส่งเรือออกปฏิบัติการพร้อมกันถึง 4 ลำ หากเรือ USS Theodore Roosevelt ออกเดินทางจากฐานทัพซานดิเอโกไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งจะเปิดทางให้เรือ USS Washington สามารถเดินทางกลับมายังภูมิภาคแปซิฟิกได้

แต่เรือรบขนาดมหึมาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการซ่อมบำรุง ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดปัญหาคอขวดที่อู่ต่อและซ่อมเรือบรรทุกเครื่องบินเพียง 2 แห่งของประเทศ.....คล้ากบอกว่า "ท้ายที่สุดแล้ว เราจะต้องแบกรับภาระงานซ่อมบำรุงที่คั่งค้าง ที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจมีจำนวนเรือบรรทุกเครื่องบินที่พร้อมปฏิบัติภารกิจน้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเรือต่างๆ จะต้องเข้าคิวรอเพื่อนำเข้าอู่ซ่อมบำรุง"

มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการใช้เรือบรรทุกเครื่องบิน ในการทำสงครามยุคใหม่

ซึ่งไมเคิลสเวน นักวิจัยอาวุโสประจำ East Asia Program ของ Quincy Institute ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการมีเรือบรรทุกเครื่องบินในอนาคต ท่ามกลางรูปแบบการทำสงครามที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สเวน ระบุว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน ตกเป็นเป้าหมายโจมตีได้ง่ายขึ้นจากโดรนและขีปนาวุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับคู่ปรับอย่างจีน ในขณะที่เรือขนาดเล็กและเรือดำน้ำ ก็สามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แพ้เครื่องบินขับไล่ที่บินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบิน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพเรือ ต่างแสดงท่าทีว่า ต้องการลดการพึ่งพาเรือบรรทุกเครื่องบินลง โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พลเรือเอกดาริล คอเดิล ผู้บัญชาการกองเรือสหรัฐฯ (Commander, U.S. Fleet Forces Command) กล่าวว่า เขาต้องการโน้มน้าวให้ผู้บังคับบัญชา หันมาใช้เรือขนาดเล็กที่ทันสมัยกว่า และยุทโธปกรณ์อื่นๆ แทนที่จะพึ่งพาเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดมหึมาอยู่ตลอดเวลา

สหรัฐฯ ถอนเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายออกจากเอเชีย

ข่าวล่าสุด