เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯถึงตะวันออกกลาง พร้อมถล่มอิหร่าน
27 ม.ค. 2569
เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พร้อมกองเรือรบสหรัฐฯ เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว เสริมเขี้ยวเล็บให้ โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมรับมือหรือโจมตีอิหร่านหากสถานการณ์บานปลาย
ข่าว
27 ม.ค. 2569
เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พร้อมกองเรือรบสหรัฐฯ เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว เสริมเขี้ยวเล็บให้ โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมรับมือหรือโจมตีอิหร่านหากสถานการณ์บานปลาย
สหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าเสริมกำลังทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างเข้มข้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) พร้อมด้วยกองเรือรบสนับสนุนได้เดินทางถึงเขตรับผิดชอบของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เรียบร้อยแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันตนเองและเพิ่มทางเลือกทางการทหารให้กับทำเนียบขาว ท่ามกลางความตึงเครียดกับประเทศอิหร่านที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ได้ส่ง "กองเรือรบมหึมา" (Armada) มุ่งหน้าสู่พื้นที่ใกล้เคียงกับอิหร่าน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน แม้ตนจะคาดหวังว่าไม่ต้องใช้กำลังทหารในท้ายที่สุดก็ตาม
โดยกองเรือดังกล่าวประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนิมิตซ์ และเรือทำลายล้างติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีหลายลำ ซึ่งถูกโยกย้ายมาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากสถานการณ์ในอิหร่านเริ่มตึงเครียดจากการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรง
การส่งกองเรือรบเข้าสู่ตะวันออกกลางในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่เรือบรรทุกเครื่องบินเท่านั้น แต่ทางเพนตากอนยังได้ส่งเครื่องบินขับไล่และระบบป้องกันทางอากาศเพิ่มเติมเข้ามาเสริมทัพด้วย โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ดังนี้
การซ้อมรบทางอากาศครั้งใหญ่: กองทัพสหรัฐฯ ประกาศจัดการซ้อมรบในภูมิภาคเพื่อแสดงศักยภาพในการระดมพลและกระจายกำลังทางอากาศ (Combat Airpower) เพื่อข่มขวัญคู่กรณีและสร้างความมั่นใจให้พันธมิตร
คำเตือนจากอิหร่าน: เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านประกาศกร้าวว่า หากถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวจะถือเป็น "สงครามเต็มรูปแบบ" และพร้อมจะตอบโต้อย่างสาสมในทันที
จุดยืนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): ทางการยูเออีประกาศชัดเจนว่าจะไม่อนุญาตให้น่านฟ้า ดินแดน หรือน่านน้ำของตนถูกใช้เป็นฐานในการโจมตีหรือดำเนินการทางทหารที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออิหร่าน เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพในภูมิภาค
ฐานทัพอากาศ อัล ดาฟรา: แม้ยูเออีจะประกาศความเป็นกลาง แต่ฐานทัพอากาศ อัล ดาฟรา ของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอาบูดาบียังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญในการลาดตระเวนและสนับสนุนภารกิจต่างๆ ทั่วภูมิภาค
สถานการณ์ในขณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ "สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง" ของรัฐบาลทรัมป์ ที่พยายามกดดันอิหร่านให้ยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อพลเมืองและโครงการนิวเคลียร์ โดยใช้การกดดันทางทหารควบคู่ไปกับการทูตแบบกดดันขั้นสุด
ในอดีต กองทัพสหรัฐฯ มักจะส่งกำลังเข้าสู่ตะวันออกกลางเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การสั่งสมกำลังพลในครั้งนี้ถูกเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนที่สหรัฐฯ จะตัดสินใจเปิดฉากโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในเดือนมิถุนายน ซึ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย หากความพยายามทางการทูตไม่เป็นผล
ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าเขาจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแม้จะมีสัญญาณว่าการสังหารผู้ประท้วงในอิหร่านเริ่มลดลง แต่ "ตัวเลือกทางการทหารทั้งหมด" ยังคงวางอยู่บนโต๊ะเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และความมั่นคงในตะวันออกกลาง
