สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สร้างความวิตกว่า สงครามอาจบานปลายไปสู่ความรุนแรงที่คาดไม่ถึง เนื่องจากทั้งสองประเทศ ต่างก็ได้ชื่อว่า เป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์แห่งเอเชียใต้ โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ได้เรียกร้องให้อินเดียกับปากีสถาน "ใช้ความยับยั้งชั่งใจ ลดความตึงเครียด และหลีกเลี่ยงการเพิ่มระดับความรุนแรงซึ่งอาจคุกคามสันติภาพในภูมิภาคและระหว่างประเทศ"
ส่วนอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์ "แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อปฏิบัติการทางทหารของอินเดียข้ามเส้นควบคุมและพรมแดนระหว่างประเทศกับปากีสถาน"
ทางด้านสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวโจมตีอินเดียว่า ปฏิบัติการทางทหารของอินเดียต่อปากีสถาน เป็นเรื่องน่าละอาย และเขาหวังว่าจะ "ยุติลงโดยเร็ว" และกระทรวงต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้พูดคุยกับที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของอินเดียและปากีสถาน และเรียกร้องให้ "ทั้งสองฝ่ายเปิดช่องทางการสื่อสารและหลีกเลี่ยงการเพิ่มระดับความรุนแรง"
อินเดีย ระบุว่า โลกจะต้องแสดงให้เห็นถึง "ความอดทนเป็นศูนย์" ต่อลัทธิก่อการร้าย ด้านนักวิเคราะห์ เตือนว่า อินเดียกับปากีสถานมีประวัติความขัดแย้งยาวนาน โดยที่ต่างฝ่ายอยู่ในพื้นที่อันตราย จากการที่ปากีสถานประกาศจะตอบโต้การโจมตีของอินเดี่ย ทำให้เกิดความเสี่ยงจะลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งการโจมตีของอินเดียถือว่าเป็นการโจมตีเพื่อนบ้านรุนแรงที่สุด
นับตั้งแต่สงครามอินเดีย-ปากีสถาน เมื่อปี 2514 ซึ่งเป็นสงครามที่ใหญ่ที่สุดระหว่างสองประเทศ ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบันถือว่า "ร้ายแรงและเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด" "การตอบโต้การกระทำของอินเดียอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้" เพราะมีผู้เสียชีวิต 8 คน ในจำนวนเป็นเด็ก 2 คน และบาดเจ็บเกือบ 40 คน
ส่วนอินเดีย ก็มีความจำเป็นต้องกำราบปากีสถาน ที่ปล่อยให้กลุ่มก่อการร้ายโจมตีพลเมืองของอินเดียอย่างเหิมเกริม และแรงกดดันได้ถูกส่งไปที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำที่ยึดมั่นในความเป็น "ชาตินิยมฮินดู" ที่ประกาศจุดยืนเป็นผู้ปกป้องประเทศชาติ ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นฮินดู และเพิ่งจะชนะเลือกตั้งได้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 เมื่อปีที่แล้ว และประกาศตอบโต้ผู้ก่อการร้ายที่ลงมือล่าสุดว่าจะ "ไล่ล่าไปจนสุดขอบโลก"