ดัชนีหุ้นในฝรั่งเศสและเยอรมนีปรับตัวลดลงเกือบ 2% และดัชนีหุ้นในอังกฤษลดลง 1.2% ในช่วงเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (3 กุมภาพันธ์) ตามเวลาท้องถิ่น และหุ้นกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ดิ่งลงมากที่สุด เนื่องจากคาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยหุ้นบริษัทสเตลแลนทิส ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ไครสเลอร์, ซีตรอง,เฟียต, จีป และเปอร์โยต์ ร่วงเกือบ 6% ขณะที่โฟล์กสวาเกน ลดลง 5.7%, เมอร์ซิเดส ลดลง 4.4% และบีเอ็มดับเบิลยู ลดลง 4%
ปัจจัยที่ความปั่นป่วนในตลาดหุ้นยุโรปเป็นผลมาจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าต่อสหภาพยุโรป หรือ อียู โดยกล่าวโทษว่า อียูเอาเปรียบทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าถึง 350,000 ล้านดอลลาร์ โดยอียูไม่ซื้อรถยนต์ สินค้าเกษตร และแทบไม่ซื้ออะไรเลยจากสหรัฐฯ แต่สหรัฐฯ นำเขาทุกสิ่งตั้งแต่รถยนต์หลายล้านคัน อาหารและสินค้าเกษตรปริมาณมหาศาลจากอียู และแม้เขายังไม่มีกรอบเวลาว่าจะบังคับใช้ภาษีนำเข้าอัตราใหม่กับอียูเมื่อใด แต่คาดว่าจะเร็ว ๆ นี้
ขณะที่โฆษคณะกรรมาธิการยุโรป บอกว่า อียูพร้อมจะตอบโต้อย่างหนักแน่นต่อหุ้นส่วนการค้า ที่บังคับใช้มาตรการภาษีตามอำเภอใจและไม่เป็นธรรมต่อสินค้าอียู
สื่อรายงานว่า หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีศุลกากรกับสินค้าจากอียูจริง เยอรมนีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอียู อาจได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยในปี 2566 สินค้าส่งออกข้ามทวีปมากกว่า 30% ของอียูทั้งหมดมาจากเยอรมนี และสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของเยอรมนี คือ รถยนต์และเครื่องจักร