ส่วนการลาออกของทรัสส์ หลังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เพียง 44 วันไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย เพราะเธอเผชิญปัญหาที่รุมเร้าอย่างหนัก โดยแรงกดดันสำคัญมาจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า “งบประมาณแผ่นดินฉบับย่อ” มูลค่า 4.5 หมื่นล้านปอนด์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะมีทั้งการลดภาษีและการเพิ่มรายจ่าย โดยไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่า จะนำเงินจากไหนมาสนับสนุน ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์ร่วงต่ำเป็นประวัติการณ์ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านพุ่ง ราคาพันธบัตรรัฐบาลทรุดหนัก จนธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซง
จุดเปลี่ยนยังอยู่ที่เธอปลดกวาซี กวาร์เทง รัฐมนตรีคลัง ซึ่งเป็นคนสนิทของทรัสส์ หลังอยู่ในตำแหน่งเพียง 38 วัน และตั้งเจเรมี ฮันต์ ขึ้นมาแทน การเข้ามาของฮันต์พร้อมกับการประกาศล้มแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัสส์ ที่แม้สร้างความยินดีให้นักลงทุน แต่ก็ถือเป็นการ “ฉีก” นโยบายเศรษฐกิจของทรัสส์ทิ้ง จุดกระแสเรียกร้องมากขึ้นให้เธอลาออก
นอกจากนี้ทรัสส์ยังเจอปัญหารุมเร้าภายในพรรค เมื่อ ส.ส. 40 คน ทำตัวเป็นปฎิปักษ์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลงมติในสภาเมื่อวันที่ 19 ต.ค. เกี่ยวกับแผนของรัฐบาลที่จะกลับมาอนุญาตให้ใช้เทคนิค “แฟรกกิ้ง” (Fracking) ในการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันจากซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมในชั้นหินดินดาน ซึ่งถูกมองว่า ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การลงมติครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเหมือนการรลงมติไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาล และแม้รัฐบาลชนะด้วยมติ 326 เสียงต่อ 230 เสียง แต่ ส.ส. 40 คน ของพรรคอนุรักษ์นิยมงดออกเสียง
และไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องฝ่าความท้าทายกระแสเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ และหาทางเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน ที่มุ่งให้ความสำคัญกับวิกฤติค่าครองชีพและค่าพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในฤดูหนาวนี้