นางอารีย์ สุขสนาน แม่เกษตรกรรุ่นใหม่ กล่าวว่า ข้าวที่เก็บไปก่อนหน้านี้ และกำลังเลือกเก็บเรียกว่าข้าวในระยะพลับพลึง หรือข้าวในระยะข้าวเม่า สีจะเขียวเหลืองเล็กน้อย เพราะนกจำนวนมากมารุมกินข้าวในไร่ หากไม่เร่งเก็บไปแปรรูปบ้าง คงจะเหลือแต่เรียว เพราะนกเยอะมาก เนื่องจากคนทำไร่น้อย และที่บ้านมีรถไถเอง ก็สามารถไถปรับพื้นที่ปลูกข้าวได้เร็วกว่ารายอื่นๆ พอปลูกเร็ว รวงก็ออกเร็ว นกที่รู้ก็ลงรุมกินข้าวนับตั้งแต่ระยะนมข้าวแล้ว จึงต้องเก็บเร่งนำไปแปรรูป ซึ่งปีที่ผ่านมาเก็บเป็นข้าวเปลือกทั่วได้ได้ทั้งหมด 67 กระสอบๆละ 30 ก.ก. โดยเอาไว้กินเหลือก็เอาไว้ขาย ครบรอบปีปรากฏว่าว่าข้าวยังเหลือกินเหลือขายอีกประมาณ 20 กระสอบ
ทางด้านนางสาวทัศนีย์ สุขสนาน เกษตรกรคนเก่ง กล่าวว่า ข้าวทุกชนิดที่อยู่ในระยะเม่า หรือระยะพลับพลึง สามารถนำมาแปรรูปทำเป็นข้าวกล้องระยะเม่า เพื่อสุขภาพได้ทั้งหมด โดยตนเองแปรรูปเป็นปีแรก ใช้ข้าวมะลิไร่ หรือข้าวมะลิดอยที่ได้ระยะเม่าก่อนสายพันธุ์อื่น เป็นข้าวที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานให้กับเกษตรกรชาวจังหวัดน่านเป็นผู้ปลูก โดยเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ชาวจังหวัดตรังได้ไปขอพันธุ์ข้าวมาปลูกเป็นครั้งแรกที่อำเภอวังวิเศษ หลังจากนั้นก็มีการขยายพันธุ์ต่อเนื่อง จนตอนนี้ข้าวมะลิไร่ หรือข้าวมะลิดอย กระจายไปในหลายพื้นที่ของ จ.ตรัง ส่วนที่นำมาแปรรูปเรียกว่า เป็นข้าวระยะพลับพลึง หรือในพื้นที่เรียกว่าข้าวระยะดีข้าวเม่า คือ เป็นข้าวหลังจากระยะน้ำนม ไปประมาณ 7-10 วัน หรือโดยรวมประมาณ 120 วัน