เนชั่นทีวี

ข่าว

ชาวปราจีนฯ ล่าชื่อจี้ปิดโรงงานขยะพิษ สารพิษปนเปื้อนดิน-น้ำ กระทบสุขภาพชุมชน

18 ต.ค. 2569 | prisana_tha

ชาวปราจีนฯ ล่าชื่อจี้ปิดโรงงานขยะพิษ สารพิษปนเปื้อนดิน-น้ำ กระทบสุขภาพชุมชน

ชาวปราจีนฯ ล่าชื่อจี้ปิดโรงงานขยะพิษ แก้ปัญหาขยะอุตสาหกรรม หวั่นสารพิษปนเปื้อนดิน-น้ำ กระทบสุขภาพและอาชีพชุมชน

ชาวปราจีนฯ ล่าชื่อจี้ปิดโรงงานขยะพิษ แก้ปัญหาขยะอุตสาหกรรม หวั่นสารพิษปนเปื้อนดิน-น้ำ กระทบสุขภาพและอาชีพชุมชน

KEY

POINTS

  • เครือข่ายแม่เพื่อสุขภาพทุ่งบางพลวง เปิดเวทีเตือนภัยกองขยะอุตสาหกรรม กระทบดิน น้ำ อากาศ อาหาร และสุขภาพชุมชนปราจีนบุรี
  • ภาคประชาชนเรียกร้องปิดโรงงานขยะถาวร และขนภูเขาขยะออกจาก ต.หัวหว้า หลังพบปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 64 จุด
  • นักสิ่งแวดล้อม ชี้โรงงานขยะกว่า 300 แห่ง กระจุกตัวในปราจีนบุรี จี้รัฐจัดระเบียบโรงงาน และทบทวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน

18 ตุลาคม 2569 ขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรีกลายเป็นประเด็นใหญ่ในพื้นที่! ชาวบ้านหวั่นสารพิษปนเปื้อนดิน-น้ำ กระทบสุขภาพและอาชีพชุมชน เครือข่ายแม่เพื่อสุขภาพทุ่งบางพลวง จี้ปิดโรงงานขยะ ต.หัวหว้า พร้อมเรียกร้องรัฐแก้ปัญหาขยะพิษและลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม

 

โดยในวันนี้ (18 ต.ค. 69) ที่สวนสุขภาพบ้านเกาะสมอ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เครือข่ายแม่เพื่อสุขภาพทุ่งบางพลวง เปิดเวทีชุมชนเพื่อให้ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เรื่องผลกระทบจากกองขยะอุตสาหกรรมต่อดิน น้ำ อากาศ อาหาร และสุขภาพคนในชุมชน ภายใต้ชื่อ “รู้เท่าทันโทษพิษภัยโรงงานขยะ” โดยภายในงานมีวิทยากรที่เกี่ยวข้อง จากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ อาจารย์ สุจิตต์ วงศ์เทศ นักหนังสือพิมพ์ และนักประวัติศาสตร์ , นายยรรยงค์ อินทฤทธิ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดปราจีนบุรี , นางเพ็ญโฉม แช่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ , นายสุนทร คมคาย ประธาน ทสม.อ.กบินทร์บุรี โดยทุกคนต่างสะท้อนมุมมอง พร้อมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลเสียของการมีโรงงานขยะตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกจากนี้ภายในงานยังเปิดให้มีการลงลายมือชื่อ เพื่อขอปิดโรงงานแห่งหนึ่งอย่างถาวร และขนภูเขาขยะ ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่ 6 ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ ออกจากพื้นที่ทั้งหมด

ชาวปราจีนฯ ล่าชื่อจี้ปิดโรงงานขยะพิษ สารพิษปนเปื้อนดิน-น้ำ กระทบสุขภาพชุมชน

 

โดยนายยรรยงค์ อินทฤทธิ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดปราจีนบุรี แสดงความคิดเห็นในมุมมองของหน่วยงานราชการว่า ก่อนที่โรงงานจะมาตั้งในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดไม่ได้เข้าร่วมรับผิดชอบหรือมีอำนาจให้การอนุมัติเพื่อตั้งโรงงานโดยตรง ทำให้หลายหน่วยงานไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ ตอนนี้ได้มีการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกมาตรการในอนาคต ว่าหากโรงงานใดที่จะเข้ามาตั้งในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ต้องได้รับการพิจารณาจากหน่วยงานในพื้นที่ด้วย

 

นอกจากนี้ นายยรรยงค์ ยังสะท้อนปัญหาในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ควรจะแก้กฎหมาย เพราะบางครั้งเปิดรับฟังความคิดเห็น เพียงแค่ในพื้นที่ที่จะมีการตั้งโรงงาน รวมไปถึงการติดป้ายประกาศหน้าโรงงาน คำถามคือชาวบ้านไม่ได้สนใจป้ายหรือ รับรู้ ต่างคนต่างใช้ชีวิต ต่างคนต่างอยู่ ดังนั้นวิธีการนี้จึงไม่เพียงพอต่อการประชาสัมพันธ์ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้รับทราบ ต่อมาเรื่องการทำประชาคมหรือการรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ที่จะมีการจัดตั้งโรงงานไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้มีเพียงแค่ชาวบ้าน ในหมู่ 6 ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ เท่านั้น เพราะเมื่อมีการรั่วไหลของสารพิษ ผู้ที่ได้รับผลกระทบชาวบ้านทั้งลุ่มน้ำบางปะกง

ชาวปราจีนฯ ล่าชื่อจี้ปิดโรงงานขยะพิษ สารพิษปนเปื้อนดิน-น้ำ กระทบสุขภาพชุมชน

 

ส่วนทางด้าน นางเพ็ญโฉม แช่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี มีโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 80% ตั้งอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำ ทั้ง ในอำเภอ กบินทร์บุรี และอำเภอศรีมหาโพธิ และหลายโรงงานสร้างปัญหาให้กับชาวบ้าน ประกอบการแบบไม่มีความรับผิดชอบ คนปราจีนไม่ต้องการโรงงานสกปรก เนื่องจากโรงงานขยะที่เข้ามาตั้งในจังหวัดปราจีนบุรีไม่ใช่ขยะทั่วไป แต่เป็นขยะจากกากอุตสาหกรรม คนปราจีนต้องการโรงงาน ที่มีความรับผิดชอบคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและประชาชน

 

ชาวปราจีนฯ ล่าชื่อจี้ปิดโรงงานขยะพิษ สารพิษปนเปื้อนดิน-น้ำ กระทบสุขภาพชุมชน

 

สำหรับพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี มีโรงงานขยะ ประเภท 3 ลำดับที่ 105 และ 106 คือ โรงงานคัดแยกขยะและรีไซเคิล ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอศรีมหาโพธิ ประมาณ 300 โรงงาน โดยทุนส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ขณะที่โรงงานของคนไทย และโรงงานของ นักลงทุนอเมริกาและญี่ปุ่น กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด และการเข้ามานี้ก็สัมพันธ์กับการลักลอบทิ้งขยะจากอุตสาหกรรมในพื้นที่ จากการสำรวจพบว่ามีราวๆ 64 จุด ดังนั้นรัฐบาลควรจัดการโรงงานเหล่านี้ ให้ไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม ไม่ใช่พื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ราบลุ่มเสี่ยงต่อน้ำท่วม เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ทั้งเรื่องการประกอบอาชีพ และสุขภาพ เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญที่สุด

 

ข่าวล่าสุด