โดยหลายจังหวัดในภาคตะวันออก เผชิญน้ำท่วมหนักไม่แตกต่างกัน บางจุดอาจจะหนักกว่าและยาวนานกว่า กทม.เสียด้วยซ้ำ เพราะเกิดขึ้นก่อนหน้าแล้วและจนบัดนี้ยังไม่ได้คลี่คลาย
ตามประกาศของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เรื่อง เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออก ช่วงวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ระบุไว้ว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง และอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลาก และน้ำท่วมขัง โดยให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง 8 จังหวัด
ได้แก่ นครนายก บริเวณ อ.ปากพลี บ้านนา และเมืองนครนายก, ปราจีนบุรี บริเวณ อ.เมืองปราจีนบุรี นาดี กบินทร์บุรี และประจันตคาม, สระแก้ว บริเวณ อ.เมืองสระแก้ว และวัฒนานคร และฉะเชิงเทรา บริเวณ อ.สนามชัยเขต และท่าตะเกียบ
แต่สำหรับปราจีนบุรี นอกจากปัญหาน้ำท่วมและผลกระทบ ปัญหาน้ำปนเปื้อนสารพิษเป็นอีกข้อกังวลที่น่าจับตา เพราะตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา พื้นที่หลายๆ จุดใน จ.ปราจีนบุรี พบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมกระจายอยู่หลายแห่ง
ตามข้อมูลที่เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งเคยนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ก่อนหน้านี้ระบุถึงจุดลักลอบทิ้งกากพิษและน้ำเสียใน จ.ปราจีนบุรี ว่ามีอย่างน้อย 67 จุด โดยพบทั้งการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์และสารเคมีมาทิ้งในพื้นที่ การลักลอบทิ้งสารตัวทำละลาย หรือโซเวนต์ (solvent) การปล่อยน้ำเสียลงพื้นที่เกษตรและคลองสาธารณะ รวมถึงบ่อน้ำเสียที่ไม่มีระบบป้องกันการรั่วซึม
“พวกจุดลักลอบทิ้งก็ต้องแล้วแต่ฟ้าฝน แล้วแต่เทวดา ตกมามันก็ต้องไปตามพื้นที่ต่างๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไม่ไป มันไปแน่ๆ แต่จะไปได้มากน้อยแค่ไหน”
สุเมธ ย้ำว่า นอกจากผลกระทบจากฝนตกน้ำท่วม ปัญหาที่อาจเกิดจากการรั่วไหลของสารพิษจากจุดที่พบการลักลอบทิ้งถือเป็นภัยคุกคามใหญ่ของคนปราจีนฯ วันนี้ แต่ยังเป็นพิษภัยที่เห็นได้ยากด้วยตา
อย่างไรก็ตาม คงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบ เพราะจากการติดตามและลงสำรวจพื้นที่จุดลักลอบทิ้งกากและน้ำเสียต่างๆ พบว่าทุกจุดยังคงมีสภาพเหมือนเดิมเมื่อแรกพบปัญหา กล่าวคือไม่ได้มีการดำเนินการแก้ไขหรือขนย้ายออกไป แต่หลังจากน้ำลด เขามั่นใจว่าสภาพกองกากเหล่านั้นคงมีการเปลี่ยนแปลง จากการบ่าไหลของน้ำ
“วันนี้ก็ชัดเจนว่าคุณไม่ได้ทำอะไรเลย อยากทิ้งก็ทิ้งไป ก็แค่รับทราบ ส่วนจะมีเรื่องคดีอะไรเขาก็อาจจะไปดำเนินการบ้าง แต่ก็เพราะว่ามันถูกบีบจากภาคประชาชน ผมว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง มากกว่าปล่อยไว้เฉยๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไม่ไป มันไปแน่ๆ แต่จะไปได้มากน้อยแค่ไหน จะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ความเข้มข้น”
สุเมธ ย้ำว่า “แต่เราคิดว่าจะมากจะน้อยมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นของมันคือสารพิษเหล่านี้มันกระจายออกไปนอกพื้นที่ นอกกองที่มันกองทิ้งไว้ ที่มันเคยกองทิ้งไว้แค่จุดๆ นั้น กลายเป็นว่ามันก็กระจายไปทั่วทั้งแผ่นดิน”
ในวันนี้ (28 กันยายน 2569) สมาชิกเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง โดยเฉพาะ สุเมธ และ สุนทร คมคาย ก็ยังเดินทางเฝ้าระวังปัญหานี้อยู่ เพื่อสำรวจว่ามีจุดไหนเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ สุเมธ ย้ำว่าดูเหมือนไม่เปลี่ยนไปเท่าไร คือวิธีการจัดการปัญหาเรื่องมลพิษของหน่วยงานรัฐ ที่ดูเหมือนจะคงเส้นคงวารักษามาตรฐานระดับต่ำเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
“รัฐไม่ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะเกิดอะไรก็ช่างหัว ไม่มีมาตรการรับมือ ไม่มีมาตรการในการกำกับดูแล ตั้งแต่ต้นทาง ยิ่งเรื่องการลักลอบทิ้ง คุณก็ไม่สามารถปราบได้อยู่แล้ว และยิ่งการกำกับดูแลไม่ให้แพร่กระจายออกไปได้ มันคือความล้มเหลวของภาครัฐ”