เนชั่นทีวี

ข่าว

ปธ.ศาลอุทธรณ์พลิกคำวินิจฉัย! ชี้ประชาชนฟ้องตรง กกต. ต่อศาลทุจริตฯ ได้

06 พ.ย. 2569 | titayu_pur

ปธ.ศาลอุทธรณ์พลิกคำวินิจฉัย! ชี้ประชาชนฟ้องตรง กกต. ต่อศาลทุจริตฯ ได้

“วิธูร คลองมีคุณ” ประธานศาลอุทธรณ์คนปัจจุบัน วินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี สว.สำรองยื่นฟ้อง 8 กกต. ปมทุจริตเลือกตั้ง สว. อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมยืนยันว่าประชาชนสามารถยื่นฟ้อง กกต. ได้โดยตรง ซึ่งเป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิมของ “มัณฑรี” อดีตประธานศาลอุทธรณ์

“วิธูร คลองมีคุณ” ประธานศาลอุทธรณ์คนปัจจุบัน วินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี สว.สำรองยื่นฟ้อง 8 กกต. ปมทุจริตเลือกตั้ง สว. อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมยืนยันว่าประชาชนสามารถยื่นฟ้อง กกต. ได้โดยตรง ซึ่งเป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิมของ “มัณฑรี” อดีตประธานศาลอุทธรณ์

KEY

POINTS

  • ศาลอุทธรณ์ชี้ประชาชนฟ้องตรง กกต. ได้: นายวิธูร คลองมีคุณ วินิจฉัยชี้ขาดว่าประชาชนเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจยื่นฟ้อง 8 กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้โดยตรง
  • พลิกคำวินิจฉัยบรรทัดฐานเดิม: ถือเป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิมของ นางมัณฑรี อุชชิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ที่เคยตัดสิทธิ์ไม่ให้ประชาชนฟ้องตรง
  • รองรับสิทธิทางการเมืองตามกฎหมาย: ชี้การกระทำทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. เป็นการพรากอำนาจอธิปไตย ประชาชนจึงมีสิทธิ์ฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

6 พฤศจิกายน 2569 นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาล (คำวินิจฉัยที่ วท. 27/2569) ในคดีที่ผู้สมัคร สว.สำรอง ยื่นฟ้อง 8 กกต. ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ชี้ขาดว่า สิทธิทางการเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และประชาชนถือเป็นผู้เสียหาย ที่มีอำนาจยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โดยตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ การวินิจฉัยครั้งนี้ถือเป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิมของ นางมัณฑรี อุชชิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ที่เคยระบุว่าคดีฟ้อง กกต. ไม่ใช่อำนาจของศาลอาญาทุจริตฯ ส่งผลให้ศาลเดินหน้าพิจารณาคดีได้ทันที  

 

จากกรณี นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และผู้สมัคร สว. สำรองกลุ่ม 2 (กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) ยื่นฟ้องนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมคณะกรรมการ กกต. รวม 8 คน ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 1018/2569 ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยมีชนวนเหตุมาจากข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการลงมติ 4 ต่อ 3 ของ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีการทุจริตหรือฮั้วเลือกตั้ง สว.

นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์

 

ต่อมา ฝ่ายจำเลย (กกต.) ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล โดยเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การพิจารณาจึงอาจมิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมทั่วไป แต่อาจอยู่ในเขตอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่งผลให้ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว พร้อมส่งสำนวนและประเด็นข้อโต้แย้งดังกล่าวไปให้ประธานศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามขั้นตอนกฎหมาย

 

ล่าสุด นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ ได้มีคำวินิจฉัย (คำวินิจฉัยที่ วท. 27/2569) ชี้ขาดว่า สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย การกระทำทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. โดยมิชอบ ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน ดังนั้น ประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์จึงถือเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2)

นอกจากนี้ แม้จะมีช่องทางพิเศษให้ ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นราษฎรยื่นฟ้องเอง คดีจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของช่องทางพิเศษดังกล่าว ประกอบกับจำเลยทั้ง 8 เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ประธานศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)

 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 กลุ่มผู้สมัคร สว. สำรอง เคยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท. 12/2569 ซึ่งมีผลเป็นการจำกัดอำนาจประชาชนในการยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรง พร้อมทั้งขอให้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนางมัณฑรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ เนื่องจากมองว่ามีพฤติการณ์อันอาจเข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

เนื่องจากนางมัณฑรี อุชชิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ได้มีคำวินิจฉัยที่ วท. 12/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 สรุปสาระสำคัญว่า คดีที่ราษฎรยื่นฟ้อง กกต. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 235 ได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งระบุให้ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนก่อน แล้วจึงส่งต่อไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10 (1) และ (3) ยังกำหนดให้คดีกล่าวหา กกต. อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เท่านั้น ประกอบกับมาตรา 5 ที่บัญญัติห้ามไม่ให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ไว้พิจารณาพิพากษา ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงไม่สามารถยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรงได้

 

ดังนั้น การที่ประธานศาลอุทธรณ์คนปัจจุบัน ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และประชาชนมีอำนาจยื่นฟ้อง กกต. ได้โดยตรง จึงถือเป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิมของนางมัณฑรี อุชชิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ 

ข่าวล่าสุด