เนชั่นทีวี

ข่าว

ทนายความ “อาเดม-ยูซูฟู” จ่อยื่นอุทธรณ์ คดีบึ้ม “แยกราชประสงค์”

11 มิ.ย. 2569 | thunchanok_kul

ทนายความ “อาเดม-ยูซูฟู” จ่อยื่นอุทธรณ์ คดีบึ้ม “แยกราชประสงค์”

สู้ต่อ! ทนายความ “อาเดม-ยูซูฟู” คดีบึ้ม “แยกราชประสงค์” จ่อยื่นอุทธรณ์ หลังศาลพิพากษาประหารชีวิต ลั่นทำหน้าที่เต็มที่ กางปมถูกซ้อมเรือนจำทหาร-ล่ามแปลเอกสาร

11 มิถุนายน 2569 จากกรณีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ สั่งลงโทษประหารชีวิตสถานเดียวแก่ นายบิลาล โมฮำเหม็ด หรือ อาเด็ม คาราดั๊ก จำเลยที่ 1 และ นายไมไรลี ยูซูฟู จำเลยที่ 2 สองผู้ต้องหาชาวอุยกูร์ในคดีร่วมกันวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อปี พ.ศ. 2558

ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ นายชูชาติ กันภัย ทนายความของนายอาเดม คาราดั๊ก เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ศาลพิพากษาประหารชีวิตทั้งคู่แล้ว ต่อไปทางจำเลยมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ เพราะมีหลายประเด็นที่ศาลไม่ได้ยกขึ้นมาวินิจฉัย อย่างตัวนายอาเด็ม ที่ได้ต่อสู้ตอนอยู่ศาลทหารที่ถูกทำร้ายขณะที่ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำทหาร ตอนนั้นทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้นก็ได้ตรวจสอบ แต่ว่าศาลก็ไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาวินิจฉัย อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับใบหน้าของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในหนังสือเดินทางไม่มีการตรวจอัตลักษณ์ของบุคคล เพราะหน้าตาค่อนข้างต่างกันอยู่แล้ว

ทนายความ “อาเดม-ยูซูฟู” จ่อยื่นอุทธรณ์ คดีบึ้ม “แยกราชประสงค์”

เมื่อถามว่า ภายหลังจากคำพิพากษาเสร็จสิ้น จำเลยได้พูดในห้องพิจารณาว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือมองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

นายจำเริญ พนมภคากร ทนายความส่วนตัวของนายไมไรลี ยูซูฟู จำเลยที่ 2  กล่าวว่า ตนมองว่านายยูซูฟูรู้สึกผิดหวังที่ศาลพิพากษาออกมาในรูปแบบนี้ แต่เราก็จะใช้กระบวนการทางกฎหมายอุทธรณ์ให้เจ้าตัวต่อไปในหลายประเด็นที่เรายังเห็นว่าศาลยังไม่ได้หยิบยกมา

ด้านนายชูชาติ กล่าวเสริมอีกว่า ส่วนเรื่องที่นายยูซูฟูพูดภาษาไทยได้นั้นจะไปดูขัดกับคำให้การหรือไม่ ส่วนนี้ต้องอธิบายว่าทางนายยูซูฟูสามารถฟังภาษาอังกฤษได้ ส่วนผู้ที่มีปัญหาคือนายอาเด็ม ในชั้นสอบสวนที่จำเลยรับสารภาพ ทางเราต่อสู้ในศาลทหารว่า ล่ามที่ไปเบิกความเข้าไปในเรือนจำประมาณ 45 นาที แต่ลองเอาคำแปล 1 หน้าให้เจ้าตัวแปลใช้เวลาแปลถึง 8 นาที กับเอกสารที่มี 20 หน้ากระดาษ ตรงส่วนนี้เราก็จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการอุทธรณ์ต่อศาลด้วยเพราะยังไม่ได้มีการหยิบยกเนื้อหาตรงส่วนนี้เข้ามาวินิจฉัย

เมื่อถามว่า การทำร้ายร่างกายหรือการข่มขู่ในเรือนจำทหารไม่มีการนำเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย นายจำเริญ กล่าวว่า ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนว่าขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ในการควบคุมของทหาร ในเรื่องการสอบสวนจะไม่มีเข้ามาเลย ตัวของจำเลยไม่ได้ดำเนินการแจ้งความเรื่องการถูกทำร้าย เพราะเป็นไปได้ยากที่จะต่อสู้ในตอนนั้น

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรบ้างที่ทำคดีนี้มา 10 กว่าปี แต่ผลออกมาในรูปแบบนี้ นายชูชาติ กล่าวว่า เราทำตามหน้าที่ ผู้ตัดสินคือศาล เรามีหน้าที่นำข้อเท็จจริงเสนอต่อศาลพิจารณา และถามค้านพยานโจทก์แต่ละปาก เพื่อค้นหาความจริง ซึ่งมีหลายประเด็นที่พยานตอบว่าใบหน้าแหลม แต่พอให้การจริง ๆ บอกเป็นใบหน้ารูปไข่ ซึ่งเราก็จะนำส่วนนี้ไปอุทธรณ์ด้วยเช่นกัน

นายชูชาติ กล่าวอีกว่า เรื่องหลักฐานการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์ ตามพยานหลักฐานตนเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงทะเบียน ส่วนที่เขาใช้พยานวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นเรื่องข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เพราะข้อมูลบอกลงทะเบียนวันที่ 1 ส.ค. 2558 ซึ่งจำเลยต่อสู้ว่ายังไม่เข้ามา เราก็ต้องไปดูตรงนี้อีกครั้ง ส่วนหลังจากนี้ก็จะกลับไปดูคำพิพากษาให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

นายชูชาติ กล่าวอีกว่า ข้อมูลการใช้โทรศัพท์บางครั้งก็คลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน ตรงนี้ศาลวินิจฉัยตามที่พยานเบิกความมา เราไปก้าวล่วงไม่ได้ ส่วนการต่อสู้คดีในครั้งนี้ถือว่าเพลี่ยงพล้ำหรือไม่ ตนมองว่าไม่เพลี่ยงพล้ำ เพราะเราทำตามหน้าที่ กระบวนการของศาลยังมีอีก 3 ศาล ที่ผ่านมาทำอย่างละเอียดตามที่ข้อมูลที่เรามีแล้ว จึงยังคงต้องต่อสู้ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป และเตรียมจะเดินทางเข้าเยี่ยมจำเลยทั้งสองคนในเรือนจำเร็วๆ นี้