พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยอีกว่า หลักฐานการซื้อทองคำมีความชัดเจน ทองคำแท่งชุดดังกล่าวมีลักษณะพิเศษ ทำให้ผู้ขายสามารถจดจำได้ว่าจำหน่ายให้ผู้ต้องหาจริง จากการตรวจค้นจุดต้องสงสัยพบหลักฐานการซื้อทองที่เชื่อมโยงกับการติดสินบน อีกทั้งมีพยานหลักฐานยืนยันว่า ทองคำดังกล่าวอยู่กับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ และถูกนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวกรรมการ ป.ป.ช. โดยรถที่มารับทองเป็นรถประจำตำแหน่งของกรรมการ ป.ป.ช. รายดังกล่าว
คดีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งคณะพนักงานสอบสวนอย่างรอบคอบ รวบรวมพยานหลักฐานทั้งทางกายภาพและทางอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนนำไปสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษและการตรวจค้น พร้อมยืนยันว่าการต่อสู้คดีเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา แต่การตัดสินถูกผิดต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของศาล ไม่ใช่การตัดสินในศาลสื่อหรือศาลโซเชียล
สำหรับสถานะของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า การสืบสวนเริ่มต้นจากการที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ นำพยานหลักฐานสำคัญเข้ามามอบให้กับตำรวจด้วยตนเอง โดยให้การว่าการกระทำดังกล่าวเกิดจากภาวะจำยอม ภายใต้แรงกดดันจากผู้มีอำนาจ หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าคำให้การสอดคล้องกับพยานหลักฐานและคำให้การของพยานบุคคลรายอื่น จึงอยู่ในฐานะผู้กล่าวโทษ และยังไม่พบเจตนาบ่งชี้ว่ากระทำความผิด
ตำรวจยืนยันว่า ผู้ให้ข้อมูลและพยานทั้งหมดจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และไม่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใด ๆ กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. หากพบว่ามีความผิดเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และย้ำว่าทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
ทั้งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่ใช่การ “น็อก” หรือเล่นงาน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของใคร แต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและประชาชน โดยย้ำว่าตำรวจทำงานบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตรรกะหรือความขัดแย้งส่วนบุคคล หลักฐานที่ได้มาทั้งหมด ทั้งที่มีอยู่เดิมและที่ได้มาเพิ่มเติม ล้วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี รวมถึงคดีอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สอบพยานที่เกี่ยวข้องหลายเหตุการณ์ หลายช่วงเวลา และพบว่าพยานหลักฐานมีความสอดคล้องกัน
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปรียบเปรยว่า คดีนี้เปรียบเสมือน “การจับผี” เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาพยายามกระทำการโดยไม่ทิ้งร่องรอย จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน รอบคอบ และรัดกุม เจ้าหน้าที่ได้มีการทำแผนประกอบคำให้การ โดยจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ ใช้รถรุ่นและยี่ห้อเดียวกัน พบว่าในรถมีบุคคลอยู่ 4 คน รวมถึงกรรมการ ป.ป.ช. และ พ.ต.อ.ภาคภูมิ สามารถอธิบายระยะสายตาและรายละเอียดภายในรถได้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับคลิปภาพและคลิปเสียงที่ตรวจยึดมา เจ้าหน้าที่ทุกคนมีจิตวิญญาณในการทำงาน หลายคนอยู่ภายใต้แรงกดดัน และความกตัญญูต่อผู้บังคับบัญชา จึงต้องอดทนและทำตามคำสั่งมาโดยตลอด
แต่เมื่อวันหนึ่งเห็นว่า ตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม และมีความพยายามโยนความผิดให้ลูกน้อง ตามที่ปรากฏในคลิป ย่อมกระทบต่อจิตใจ ครอบครัว และศักดิ์ศรีของความเป็นตำรวจ บางรายถึงขั้นเกิดภาวะสิ้นหวัง ตนจึงขอให้สังคมเข้าใจว่าพยานไม่ได้ออกมาแฉ แต่เป็นการนำความจริงมาพูด เพื่อกู้ภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวถึงกรณี พ.ต.อ.ภาคภูมิ ว่า การที่ยังไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากมีพยานหลักฐาน คลิป และคำให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี อีกทั้งมีเหตุและช่วงเวลาที่ต้องพิจารณาแยกแยะอย่างรอบคอบ พร้อมย้ำว่า ขณะนี้คดีได้ส่งให้ ป.ป.ช. แล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอน หากพบการกระทำผิดของผู้ใด ก็สามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้โดยไม่ลังเล
ตอนท้าย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ตัดสินใจออกมาเป็นพยาน คือความกดดันที่ครอบครัวได้รับ โดยเฉพาะบิดาซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 25 และรักองค์กรตำรวจอย่างยิ่ง จนถึงขั้นเกิดความเครียดจากกระแสข่าวที่ทำให้ครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ นำหลักฐานทั้งหมดมามอบให้พนักงานสอบสวน
พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า การเปิดเผยความจริงครั้งนี้ เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้ตำรวจรุ่นน้อง ที่ถูกกดทับมานานนับสิบปี ได้ออกมาสู่ความยุติธรรม และยืนยันว่าทุกอย่างจะเดินไปตามกระบวนการของกฎหมาย ใครผิด ใครถูก ต้องพิสูจน์กันในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ความรู้สึกหรืออคติส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง