ทาง กสทช.ทราบข่าวนี้ จึงนำมายกระดับมาตรการป้องกัน เพราะแนวทางการใช้โดรนเป็นยุทธภัณฑ์ จะถูกใช้สำหรับประเทศที่มีศักยภาพการรบทางอากาศน้อยกว่าคู่สงคราม เพราะเทคโนโลยีพัฒนาง่าย และฝ่ายที่ป้องกันก็รับมือยาก เช่น จะใช้ “โดรนแจมเมอร์” ก็ต้องทราบคลื่นความถี่ที่ใช้บังคับโดรน ซึ่งมีอย่างน้อย 3 ย่านความถี่ที่สำคัญ (คือย่านความถี่สำหรับควบคุมโดรน + บอกตำแหน่งโดรน + และส่งข้อมูลของโดรน)
นอกจากนั้นผู้ใช้โดรนยังสามารถใช้ไฟเบอร์ออพติก ลากสายแทนการใช้คลื่นความถี่ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายแจม หรือใช้ “แอนตี้โดรน” ได้ ทั้งยังมีระบบป้องกันเรดาร์ตรวจจับด้วย
ฉะนั้นหากให้วิเคราะห์กรณี “ฝูงโดรน 40 ลำ” คาดว่า น่าจะซุกซ่อนเข้ามา และนำขึ้นบินจากพื้นที่ชั้นใน เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะบินข้ามมาจากชายแดน แต่การใช้การขนส่งโดรนทางรถยนต์ จากชายแดนเข้ามาสุวรรณภูมิ ถือว่าไม่ไกล เรื่องนี้จึงมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะเป็นฝีมือของกลุ่มอื่น ที่มีความเชี่ยวชาญการบังคับโดรน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายตำรวจ ในการสืบสวนหาเบาะแสต่อไป โดย กสทช.พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
แฉเพิ่งบุกยึด “โดรนติดกล้อง” 2.5 พันลำ ซุกโกดังปทุมฯ
ความร่วมมือในการสกัดกั้นโดรน ต้องบอกว่า มีอยู่เป็นระยะ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามกันอย่างเต็มที่ จึงยังไม่มีเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงโดยตรง
อย่างเช่น เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา กสทช.ได้เข้าตรวจค้นจับกุม “โดรนติดกล้อง” พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ชั้นใน คือ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้แก่
จุดที่ 1 พบโดรนพร้อมแบตเตอรี่ จำนวน 2,553 เครื่อง รวมมูลค่า 3,838,800 บาท
จุดที่ 2 พบโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องที่กระทำความผิด จำนวน 1,628 เครื่อง รวมเป็นเงิน 8,532,000 บาท
รวมทั้งสองจุดมูลค่า 12,370,800 บาท
นี่คือตัวอย่างความน่ากลัวของโดรน และการพยายามนำมาใช้อย่างแพร่หลาย กับปฏิบัติการระงับยับยั้งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง