ย้อนรอยจุดเปลี่ยน: จาก "คุมเข้ม" สู่ "ยุคปืนสวัสดิการทะลัก"
หากวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ปืนไหลเข้าสู่สังคมไทยจนท่วมเมือง ต้องย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์การเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย ดังนี้:
- ก่อนปี 2550: ประเทศไทยเคยอยู่ในยุคคุมเข้มโควตาร้านค้าและการจัดหามาจำหน่าย แม้มีโครงการปืนสวัสดิการแต่กฎเหล็กคือ "ห้ามโอน" เว้นแต่เป็นมรดกตกทอด ทำให้ปืนมีราคาแพงและจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้มีฐานะหรือข้าราชการเท่านั้น
- ปี 2551-2554 (ยุคมหาดไทย 1 ชวรัตน์ ชาญวีรกูล): เกิดการผ่อนผันโควตานำเข้าปืนสวัสดิการ โดยอ้างเหตุผลเพื่อแก้ปัญหาปืนเถื่อน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการ “คลายกฎเหล็ก” จากห้ามโอนถาวร เปลี่ยนเป็น "ห้ามโอนภายใน 5 ปี" ส่งผลให้ปืนสวัสดิการทะลักเข้าสู่ระบบหลายแสนกระบอก เกิดการเก็งกำไรและโอนต่อให้บุคคลทั่วไปอย่างแพร่หลาย
- ปี 2560-2565 (ยุคมหาดไทย 1 พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา): มีการอนุญาตตามกรอบเดิมอย่างต่อเนื่องจนปริมาณปืนสะสมทะลุ 6 ล้านกระบอก แม้จะมีการนำข้อมูลใบ ป.4 เข้าสู่ระบบดิจิทัลกว่า 5.2 ล้านใบ แต่ยอดสะสมจริงอาจสูงถึง 6.22 ล้านรายการ ในยุคนี้เองที่เกิดเหตุกราดยิงโคราชและหนองบัวลำภู จนสังคมเริ่มตั้งคำถามถึงช่องโหว่ของปืนสวัสดิการและการขาดการตรวจสุขภาพจิตของผู้ครอบครอง
มาตรการปัจจุบัน: "อนุทิน" สั่งเบรก ป.12 – คุมเข้มกฎหมายปืน
ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการออกคำสั่งเข้มงวดเพื่อสกัดกั้นความรุนแรง โดยสั่ง งดออกใบอนุญาตพกพา (ป.12) ชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องห้ามเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการพกปืนในที่สาธารณะหากไม่ได้อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแก้ไขกฎหมายปืนเพื่อลดการพกพาเชิงสัญลักษณ์ และคุมเข้มการออกใบอนุญาตซื้อ (ป.3) อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญคือ ปริมาณปืนที่ตกค้างอยู่ในบ้านเรือนประชาชนที่มีสูงกว่า 6.2 ล้านกระบอก ซึ่งเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ หากไม่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่