จากช่องว่างในการประสานงานของกระทรวงการต่างประเทศไทยและเมียนมาในการสื่อสารกับสถานฑุตประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ไม่มีสถานฑูตในไทย ทำให้การส่งกลับผุ้เสียหายในหลายประเทศขาดความชัดเจน ล่าช้า บางกลุ่มต้องรอคอยนาน 3-4 เดือน ส่งผลให้เกิดการประท้วงในแคมป์ของ DKBA ช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น กลุ่มมาเฟียจีนได้เข้าไปในค่าย DKBA เพื่อชักจูงให้ผู้เสียหายกลับไปทำงาน สร้างความกลัว และวิตกกังวลในความปลอดภัย
เนื่องจากมาเฟียดังกล่าวมีพฤติกรรมในการทารุณกรรม ข่มขืน และอาจใช้อาวุธบังคับพวกเขาให้กลับไปทำงาน ซึ่งผู้เสียหายไม่สามารถต่อสู้ได้ อีกทั้ง ความล่าช้าในกระบวนการส่งกลับยังส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง ผู้เสียหายที่ตั้งครรภ์และผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ หรือเข้าถึงได้ในขอบเขตที่จำกัด และไม่ได้รับการรักษาที่ตรงต่อโรคหรือต่อเนื่อง สร้างความทุกข์ทรมาณให้กับผู้เสียหายจำนวนมากต้องรอคอยอย่างไม่มีทางเลือก
ซึ่งจากการประสานงานจากผู้เสียหาย พบว่า ในเขตอิทธิพลของ DKBA มี 3 พิกัดที่โหดเหี้ยม คือ
- HONG TAI Company ,Tai chang 1
- Dekp Park, Wawlay
- Hexin Company, Tai chang2
แม้ว่าจะมีการประสานเพื่อขอส่งผู้เสียหายกลุ่มดังกล่าวข้ามมารักษาใน รพ.แม่สอด ไม่ได้รับความร่วมมือ และไม่สามารถทำได้จริง ผู้เสียหายบางคนเสียชีวิตในระหว่างที่รอการส่งกลับและหลายคนมีความเสี่ยงจากภาวะการแท้งหรือป่วยหนัก ในกลุ่มผู้เสียหายที่ไม่มีงบประมาณการส่งกลับ เช่น ชาวเอธิโอเปีย ต้องรอคอยโดยไม่มีกำหนด
จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการใช้นโยบายตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต ตัดกระแสไฟฟ้า และตัดการขนส่งน้ำมัน ร่วมกับการซีลชายแดน ซึ่งนโยบายดังกล่าวเป็นเพียงการกดดัน และส่งผลกระทบต่อแหล่งสแกมเมอร์จำนวนน้อย บางแห่งปิดตัวลง หรือย้ายฐานไปในดินแดนที่อยู่ส่วนลึกยากแก่การติดตาม เมื่อปราศจากแรงกดดันจากนานาชาติ การกวาดล้างเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ ส่วนใหญ่ยังคงดำเนินกิจการต่อไปโดยสามารถใช้อินเตอร์เน็ตจาก starlink และการปั่นไฟฟ้าจากการลักลอบส่งน้ำมันและสำรองน้ำมันบางส่วน
“แม้ว่าจะมีการช่วยเหลือชาวต่างชาติกว่า 10,000 คน เพื่อส่งกลับประเทศ แต่บรรดาอาชญากรข้ามชาติ ผู้ที่บงการ มีส่วนร่วมสนับสนุน ไม่ได้ถูกจับกุมดำเนินคดี แม้ว่าจะมีการประเมินตัวเลขผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในประเทศเมียนมาจาก สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) และ สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Institute of Peace : USIP) ว่ามีไม่ต่ำกว่า 100,000 - 120,000 คน จาก 45-60 สัญชาติ ซึ่งมีจำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือไม่ถึง 10%” นางสาวกฤติญา กล่าว
อย่างไรก็ดี อยากให้รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการช่วยเหลือและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ตรงกันข้ามยังได้ลดความสำคัญในการคัดแยกผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการคัดกรอง เพื่อหาข้อบ่งชี้จากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน หรือบริการตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) อันจะทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่นำไปสู่การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย และการสืบสวนขยายผล เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้ที่อยู่เบื้องหลังในกระบวนการนำพาผู้เสียหายชาติต่างๆ หลอกลวงให้มาทำงานในประเทศไทย และส่งผ่านไปยังชายแดนแม่สอด เพื่อส่งข้ามช่องทางธรรมชาติไปยังประเทศเมียนมา
ดังนั้น ทางเครือข่ายฯ จึงขอร้องมายังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เพื่อเป็นตัวกลางในการประสานไปยังสถานฑูตประเทศต้นทางผู้เสียหาย และประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการสแกมเมอร์เหล่านี้ และหน่วยงานองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้โปรดร่วมมือกันหามาตรการหรือเนวทางเพื่อนำไปสู่การหยุดยั้งความเสียหายและประสานให้ความคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน โดยเร่งให้ความช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายทั้ง 157 ราย และที่เหลือที่ยังไม่สามารถติดต่อได้ในอนาคต โดยให้มีการปล่อยตัวผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด