ขณะที่ น.ส.คมคาย (สงวนนามสกุล) หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า วันนี้เข้ามาร้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดี และตรวจสอบเส้นทางการเงินของครูบาไก่ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ใช้เงินตรงตามวัตถุประสงค์ที่ประการแจ้งต้องศิษยานุศิษย์หรือไม่ หลังพบหลักฐานบางอย่างว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีบุคคลภายนอก เพื่อใช้จ่ายในการส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการของวัด
“เรามีหลักฐานแชทการพูดคุยของครูบาไก่ กับชายผู้รับโอนเงินคนดังกล่าว และอยากให้ตำรวจ ตรวจสอบว่าทองคำน้ำหนัก188บาท ที่รับบริจาคยังอยู่ครบหรือไม่”
นอกจากนี้ น.ส.คมคาย ยังระบุว่า ที่ผ่านมาพยายามถอนตัวออกไปอย่างเงียบๆ แต่ครูบาไก่กลับออกมาระบุว่า กลุ่มตนขโมยกฐินของวัดไป ซึ่งยืนยันไม่เป็นความจริง และเขายังปฏิเสธว่าไม่รู้จักพวกตนมาก่อน ทั้งๆที่ตนเคยนำเงินจำนวน 3 แสนบาทไปถวายให้ครูบาไก่ด้วยตัวเอง อีกทั้งตนยังเป็นคนไปซื้อทองที่ร้านทองใน จ.ขอนแก่น
“ในวันดังกล่าวครูบามีเงินไม่พอที่จะซื้อทองไปสร้างพระ ฉันถอดสร้อยคอทองคำหนัก 20 บาท จำนำกับร้านทอง เพื่อนำเงินไปซื้อทองให้ครูบานำไปทำพิธี โดยระบุชัดเจนว่าหลังทำพิธีเสร็จให้ถอนเงินมาไถ่ทองให้ด้วย ”
ส่วนสาเหตุที่ต้องมาแจ้งความกับกองปราบปราม เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ สำนักพุทธศาสนา จังหวัดขอนแก่นมาแล้ว แต่ทางสำนักพุทธได้ยุติการตรวจสอบโดยอ้างว่าเนื่องจากทางครูบาไก่แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มตนจึงต้องยุติการตรวจสอบชั่วคราว แต่ตัวเองเกรงว่าเรื่องดังกล่าวจะเงียบหายไป ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงต้องร้องต่อตำรวจกองปราบปรามให้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้แทน
ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าสิ่งที่พูดมาเป็นความจริงทั้งหมด เพราะมีหลักฐานชัดเจน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จะดำเนินคดีกับครูบาไก่ให้ถึงที่สุด และจะจัดหนักในทุกข้อหาที่สามารถทำได้ พร้อมฝากถึงทนายความของครูบาไก่ว่า ไม่ได้ล่วงเกินพระพุทธศาสนา ตามที่ถูกกล่าวอ้าง แต่มีปัญหาเฉพาะบุคคลเท่านั้น เพราะกระทำการไม่ถูกต้อง