ทั้งนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อหา พร้อมกับเปิดเผยว่าเรียนจบระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ทำงานเป็นพนักงานจัดซื้อจนถึงปี 52-53 ก่อนผันตัวมาเป็นพ่อค้าออนไลน์ และทำธุรกิจอีกหลายอย่าง กระทั่งได้เริ่มเข้าสู่การเทรดหุ้น แต่ด้วยราคาหุ้นตกทำให้ไม่มีเงินไปคืนคนอื่น จึงตัดสินใจตัดช่องทางการติดต่อ แต่มีบางรายได้จ่ายเงินชดใช้เป็น เช็คเงินสด แต่ก็เป็นเช็คที่ไม่สามารถสั่งจ่ายได้
ส่วนการฉ้อโกงขายพระนั้นอ้างว่ามีความรู้เรื่องพระ ไม่ได้มีเจตนาฉ้อโกงแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ใน จ.เชียงใหม่ นั้นเนื่องจากคนรู้จักให้ไปใช้ชื่อเป็นเจ้าบ้าน ก่อนจะกลับมาอยู่ในพื้นที่่ อ.เมืองนครศรีธรรมราช โดยรู้สึกสำนึกในการกระทำของตัวเอง แต่ยังไม่มีเงินไปคืนให้กับผู้เสียหาย
ขณะที่ พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า จากคำให้การในชั้นจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากพบพยานข้อมูลเสียหายและข้อมูลจากการสืบสวนนั้นขัดแย้งกัน คนร้ายรายนี้หลอกนักลงทุนหุ้น หลอกลวงขายพระเครื่อง ซึ่งต้องใช้ความชำนาญและประสบการณ์ในการหลอกลวง และใช้ความเชื่อเรื่องศาสนา หลอกลวงมาไม่ต่ำกว่า 4 ปี มีความชำนาญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเอง
"กลุ่มผู้เสียหายนักลงทุนหุ้นหน้าใหม่ถึงขนาดยอมนำเงินมาให้คนร้ายรายนี้เทรดให้ จึงขอให้พี่น้องประชาชนที่ถูกหลอกแจ้งผ่านเพจ บก.สส.บช.น. หรือท้องที่แจ้งความเพื่ออายัดตัวดำเนินคดี ส่วนท่านใดเมื่อใดถูกชักชวนให้ลงทุนใดๆ ให้ตรวจสอบผ่านทางอินเตอร์เน็ตว่า มีชื่อหรือบัญชีธนาคารดังกล่าว แจ้งเตือนอยู่ในกลุ่มผู้หลอกลวงหรือไม่ เพื่อยืนยันก่อนทุกครั้ง" พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าว