ทั้งนี้เงินเดือนทุกเดือน ตั้งแต่ช่วงต้นปี 64 จนถึงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา น.ส.เอ ไม่เคยได้รับ เนื่องจาก เจ๊นุช ยึดไปส่วนตัว และอ้างว่า เป็นส่วนที่จะต้องได้รับ และกำหนดว่าจะต้องได้รับ 7,000 - 8,000 บาทต่อเดือน ซึ่งบางเดือนที่เงินเดือนของทหารรับใช้มีไม่ถึง ทำให้ต้องไปกู้ยืมจากคนอื่น หรือต้องขอจากทางครอบครัว ทำให้ขณะนี้ครอบครัวมีหนี้สินรวมทั้งหมดประมาณ 1 ล้านบาท
ด้าน น.ส.เอ กล่าวว่า ตอนนั้นที่ตนเองทำงานเป็นเสมียนอยู่กองคุณภาพและการศึกษาโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ก็จะดูแลคุณภาพของการศึกษาให้อยู่ตามเกณฑ์ของกระทรวง ซึ่งตอนที่ทำงานอยู่โรงเรียนช่างฝีมือทหาร เงินเดือนเริ่มต้น รวมค่าครองชีพ 10,800 บาท จนเงินเดือนล่าสุดกว่า 12,000บาท และเงินเดือนตั้งแต่ปี 64 ตนเองไม่ได้ใช้ ให้ เจ๊นุช หมด และตั้งแต่ลาออกในปี 65 กรมบัญชีกลางก็ยังจ่ายเงินให้เข้าไปให้ ซึ่งตนเองก็นำเงินให้นายจ้างทั้งหมดเช่นกัน
ซึ่ง เจ๊นุช เคยบอกไว้แล้วว่า เป็นเงินของเขาที่เขาควรจะได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาเก็บไม่เต็มเงินเดือน และจะให้ตนเอง 3,000 บาท ซึ่งตนเองไปกู้เงินสหกรณ์มาก็จะถูกหักสหกรณ์ ทำให้เงินเดือนเหลือ กว่า 5,000 บาท ก็จะต้องหาที่อื่นมาให้ครบ 7 - 8,000บาท เพื่อให้กับเจ๊นุช และพอทราบว่า มีการเรี่ยไรเงินมาช่วยเหลือตน ก็รู้สึกดีใจมากที่ ได้รับความเมตตาจากผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงานที่โรงเรียน เพราะตนไม่มีเงินติดตัวมาแม้แต่บาทเดียว
ส่วนประเด็นที่มีชื่อของตนไปช่วยราชการ กมธ.วุฒิสภา นั้น ส่วนนี้ตนยืนยันว่า ไม่เคยทราบหรือเห็นเอกสารใด ๆ และไม่เคยเดินทางช่วยปฏิบัติงานใด นอกจากที่บ้านพักของเจ๊นุช