ด้านนายสรณไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยมองว่าคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่มีอำนาจกฎหมายในการวินิจฉัยคุณสมบัติหลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว อีกทั้งกระบวนการพิจารณาไม่เป็นกลาง ไม่โปร่งใส และไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงอย่างเพียงพอ จึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เพื่อขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวให้มีผลย้อนหลัง พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา เพื่อระงับกระบวนการคัดเลือกประธาน กสทช. คนใหม่
เหตุผลศาลปกครองกลาง: ยังไม่เกิดความเสียหายในทางกฎหมาย
ศาลปกครองกลาง พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วเห็นว่า การฟ้องคดีปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ผู้ฟ้องคดีจะต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
แต่เมื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) และวรรคสอง ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีที่คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. สิ้นสุดลงเนื่องจากการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 "ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง"
ดังนั้น ในขั้นตอนปัจจุบันที่มีเพียงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ แต่ยังไม่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ศาลจึงพิเคราะห์ว่า:
ยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี
ผู้ฟ้องคดียังไม่เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ ต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง
ศาลไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ และไม่จำเป็นต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวใด ๆ
องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง นำโดย นายตระหง่าน เกียรติศิริโรจน์ อธิบดีศาลปกครองกลาง พร้อมด้วยรองอธิบดีศาลปกครองกลางอีก 4 ท่าน ได้แก่ นายจิรยุทธ ทรงนวล, นายนิทัศน์ จูยืนยง, นายดนัย ศรีโมรา และนายดิเรก สุคนธสาคร จึงได้มีคำสั่งลงวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ