สำหรับภาคกลางใช้น้ำจาก 4 เขื่อนหลัก คือเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน ป่าสักชลสิทธิ์ การบริหารน้ำจะมีภารกิจสำคัญ 4 ด้านคือ น้ำกิน น้ำใช้ รักษาระบบนิเวศและเพื่อการเกษตร ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม โดยกรมจะร่วมมือกับองค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.) กลุ่มผู้ใช้น้ำ(JMC)ในการจัดรอบเวรสูบน้ำ ซึ่งกรณีนี้เคยใช้มาต่อเนื่องเมื่อสถานการณ์น้ำน้อย
ภาคเหนือจะมีอ่างเก็บน้ำแม่กวง แม่งัดเป็นหลักดูแลประชาชน ขณะที่ลุ่มน้ำยมจะเก็บน้ำในพื้นที่แก้มลิงเช่น บางระกำโมเดล ที่ทำนาเดือนเม.ย. เพื่อเลี่ยงน้ำหลากและใช้พื้นที่เก็บน้ำ 400 ล้านลบ.ม.หลังเข้าฤดูแล้งจะระบายน้ำเหลือ 30 เซนติเมตรเพื่อทำนา บึงบอระเพ็ด บึงสีไฟ และอนาคตโครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน ในพื้นที่สุโขทัย อุตรดิตถ์ เมื่อแล้วเสร็จตลอดคลองจะมีปตร.เพื่อกักเก็บน้ำ เป็นต้น สำหรับลุ่มน้ำน่านเขื่อนสิริกิติ์คาดว่าจะมีน้ำน้อยการบริหารจัดการต้องเคร่งครัดภายใต้กอนช.
ในภาคตะวันออกพื้นที่มหานครผลไม้ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกEEC กรมจะใช้โครงการข่ายน้ำภาคตะวันออก และอ่างพวงกระจายน้ำให้ได้มากที่สุดเพื่อเดินหน้าเศรษฐกิจและการใช้น้ำอย่างทั่วถึงเป็นธรรม โดยใช้อ่างเก็บน้ำบางพระ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลและอ่างเก็บน้ำประแสร์ เป็นศูนย์กระจายน้ำในภูมิภาคภายใต้การอนุญาตของคณะกรรมการลุ่มน้ำ
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซากให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเช่น จังหวัดอุดรธานี ข่อนแก่น นครราชสีมา จะเน้นการเพิ่มศักยภาพการเก็บน้ำโดยใช้ฝายพับได้ รวมถึงโครงการสร้างประตูระบายน้ำ(ปตร.)และพื้นที่แก้มลิงในบริเวณปากแม่น้ำก่อนที่น้ำจะไหลลงแม่น้ำโขง ให้ตรวจสอบว่าแม้โครงการไม่แล้วเสร็จจะสามารถใช้สำรองน้ำได้หรือไม่ และพื้นที่ใดสามารถขุดเป็นบ่อสำรองได้ตามที่ท้องถิ่นร้องขอ
สำหรับภาคใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยแต่ละจังหวัดจะมีคลองผันน้ำที่สามารถใช้เป็นแหล่งสำรองน้ำ อาทิโครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่ สำรองน้ำได้ 5 ล้านลบ.ม. โครงการระบบระบายน้ำตรังสำรองได้ 3.2 ล้านลบ.ม. โครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพานสำรองได้ 5.5 ล้านลบ.ม. รวมถึงพื้นที่บ่อยืมดินของกรมชลฯ เป็นต้น