โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ในช่วงวันที่ 8 - 11 กรกฎาคม 2566 ดังนี้
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัดอุบลราชธานี
- อำเภอโขงเจียม
- อำเภอสิรินธร
จังหวัดนครพนม
- อำเภอเมืองนครพนม
- อำเภอธาตุพนม
จังหวัดมุกดาหาร
- อำเมืองมุกดาหาร
- อำเภอหว้านใหญ่
ภาคตะวันออก
จังหวัดระยอง
- อำเภอเขาชะเมา
- อำเภอแกลง
- อำเภอบ้านค่าย
- อำเภอนิคมพัฒนา
จังหวัดจันทบุรี
- อำเภอเมืองจันทบุรี
- อำเภอขลุง
- อำเภอเขาคิชฌกูฏ
- อำเภอท่าใหม่
- อำเภอมะขาม
- อำเภอแก่งหางแมว
จังหวัดตราด
- อำเภอเมืองตราด
- อำเภอบ่อไร่
ภาคใต้
จังหวัดกระบี่
จังหวัดพังงา
จังหวัดระนอง
- อำเภอเมืองระนอง
- อำเภอกะเปอร์
จังหวัดสตูล
- อำเภอควนกาหลง
- อำเภอท่าแพ
- อำเภอทุ่งหว้า
- อำเภอมะนัง
จังหวัดตรัง
- อำเภอเมืองตรัง
- อำเภอกันตัง
- อำเภอย่านตาขาว
- อำเภอห้วยยอด
- อำเภอวังวิเศษ
- อำเภอหาดสำราญ
จังหวัดพัทลุง
ทั้งนี้ กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมรับมือ โดยติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และกำหนดจุดเสี่ยงพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ
พร้อมตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงและความสามารถใช้งานของอ่างเก็บน้ำ อาคารบังคับน้ำ และติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก
พิจารณาบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ และระบบสื่อสารสำรอง เพื่อบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า ให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ได้ทันท่วงที
ขอขอบคุณที่มา ฐานเศรษฐกิจ