โครงสร้างการบริหารของจีนเป็นระบบ "พรรคคุมรัฐ" (Party-State System) เป็นการบริหารงานแบบคู่ขนานระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีกลไกซ้อนทับกันอย่างแนบแน่น ที่แบ่งออกเป็นแกนหลัก ดังนี้
1. ระบบคู่ขนาน : พรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาล
พรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจเหนือรัฐบาล นโยบายสำคัญทั้งหมดจะถูกกำหนดโดยพรรค ก่อนส่งต่อให้ฝ่ายรัฐบาลนำไปปฏิบัติ
- ฝ่ายพรรค (ผู้กำหนดนโยบายและควบคุม) : นำโดยเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศ
- ฝ่ายรัฐบาล (ผู้ลงมือปฏิบัติ) : นำโดยนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่บริหารสภาแห่งรัฐ หรือ รัฐมนตรีจีน (State Council) และกระทรวงต่างๆ
- การซ้อนทับของตำแหน่ง : เพื่อความเป็นเอกภาพ เลขาธิการพรรค มักจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (ประมุขแห่งรัฐ) และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางไปด้วยพร้อมกัน
2. โครงสร้างอำนาจจากบนลงล่าง (Top-Down)
อำนาจการตัดสินใจสูงสุดของจีน ไม่ได้อยู่ที่สภาร่างกฎหมาย แต่อยู่ที่กลุ่มคนจำนวนน้อยในพรรคคอมมิวนิสต์ โดยเรียงลำดับจากยอดพีระมิดลงมา ดังนี้
- คณะกรรมการประจำกรมการเมือง (Politburo Standing Committee) ศูนย์รวมอำนาจสูงสุด มีสมาชิกเพียง 7 คน (รวมสี จิ้นผิง) เป็นผู้ชี้ชะตาทุกเรื่องในประเทศ
- กรมการเมือง (Politburo) มีสมาชิกประมาณ 24 คน คัดเลือกมาจากคณะกรรมการกลาง (Central Committee)มีสมาชิกกว่า 200 คน เป็นกลุ่มผู้นำระดับสูงจากทั้งพรรค รัฐบาลสมัชชาใหญ่พรรค และกองทัพ
- สมัชชาใหญ่ (National Congress) เป็นการประชุมที่จัดขึ้นทุกๆ 5 ปี เพื่อ เลือกตั้งคณะกรรมการกลางและกำหนดทิศทางใหญ่ของประเทศ
ในกรณีที่เลขาธิการพรรค ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ กรมการเมือง และคณะกรรมการประจำกรมการเมือง จะประชุมกันเพื่อเลือกผู้รักษาการ หรือผู้นำคนใหม่
การอนุมัติย้อนหลัง : คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ จะต้องเรียกประชุมเต็มคณะ เพื่อรับรองและแต่งตั้งผู้นำคนใหม่อย่างเป็นทางการ
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วัย 71 ปี ปกครองประเทศนานประมาณ 14 ปีแล้ว นับตั้งแต่เริ่มดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2555 และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน เขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสมัยที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากมีการยกเลิกกฎหมายจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
"สี จิ้นผิง" ได้ชื่อว่า เป็นผู้นำที่เรืองอำนาจที่สุดของจีนในรอบหลายสิบปี และนำพาจีนขึ้นไปสู่การเป็นมหาอำนาจอันดับต้นๆ ของโลก ที่มีบทบาทสำคัญในการคานอำนาจกับสหรัฐฯ พัฒนาความเจริญและขจัดความยากจน โดยเน้นนโยบายไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลัง พัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และกองทัพให้ทันสมัย เพื่อยกระดับสถานะของจีนในเวทีโลก และที่สำคัญคือ ความต้องการรวมชาติกับไต้หวันให้สำเร็จ
เขาทำให้จีนมีสถานะเป็นประเทศที่พึ่งพาได้ โดยเฉพาะในยุคที่สหรัฐฯ ปกครองโดย "โดนัลด์ ทรัมป์" เพราะสามารถเข้าถึงประเทศที่เป็นศัตรูกับตะวันตกอย่าง เกาหลีเหนือ รัสเซีย และอิหร่าน แต่เบื้องต้น นักวิเคราะห์เชื่อว่า ยังไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในขณะนี้