อดีตเจ้าอาวาสวัดขุมข้าว เปิดเผยอีกว่า ส่วนเรื่องที่เป็นประเด็นก่อนหน้านี้ ที่ถูก หมอปลา บุกกุฏิ แล้วเจอผู้หญิงซ่อนตัวอยู่ในนั้น อาตมารู้แค่จากในข่าว แต่ก็ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้กับพระอ๋อย เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัว โดยส่วนตัวไม่เชื่อเรื่องที่เกิดขึ้น อาตมาคิดว่าอาจเป็นการจัดฉาก แต่ก็ไม่ฟันธง เนื่องจากถ้าพูดไปก็จะเป็นเรื่องที่ผิด ตั้งแต่ที่พระอ๋อยมาบวชที่วัดตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีที่แล้ว พระอ๋อย ไม่มีการดูดวง หรือเสกน้ำมัน หรือเสกของพุทธาภิเษกก็ไม่มี โดยอาศัยอยู่ที่วัดแบบเงียบๆ และช่วยพัฒนาวัด
และเมื่อคืนนี้ (12 ม.ค.2566) พระอ๋อย ได้สึกไปแล้ว หลังจากมีคำสั่งขอร้องให้สึก โดยทางเจ้าคณะจังหวัด ได้ส่งคนมาดูทุกขั้นตอนในการสึก พร้อมถ่ายภาพ โดยไม่มีการสอบสวนอะไรเกิดขึ้น และเรื่องที่ตนถูกปลด ก็ไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริงเช่นกัน แต่ตนก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้แต่อย่างใด
"อยากบอกว่า การที่จะโทษใครสักคน หรือว่าจะกล่าวหาใครสักคน ควรตรวจสอบให้แน่นอนเสียก่อน เพราะมันจะกลายเป็นตราบาปให้คนคนนึงไป และกรณีที่พระอ๋อย มาบวชนั้น เขาไม่ใช่ทำไม่ดี เขานั้นได้ทำดีช่วยหาเงินมาพัฒนาวัด เทพื้นปูนลานวัด รวมถึง งานต่างๆ ภายในวัด โดยไม่ได้ขอเงินจากทางวัด ส่วนตัวรู้จักกับพระอ๋อย ตั้งแต่สมัยเรียนระดับปริญญาตรีที่วัดพิชัยญาติการาม หรือ วัดพิชัยญาติเมื่อประมาณปี 2557-58 ที่ผ่านมา เวลาวัดมีงานก็จะส่งเงินมาร่วมทำบุญที่วัดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งนิสัยพระอ๋อย ที่รู้จักนั้น จะเป็นคนใจบุญ ชอบช่วยเหลือคน ใครขาดเหลืออะไรก็จะช่วยหมด ส่วนในเรื่องการมีครอบครัว พระอ๋อย เคยมีครอบครัว หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุถูกล้อรถบัสทับเท้าจนพิการ ก็มาบวชเป็นพระ โดยรอบแรกก่อนที่จะเกิดเรื่องก็บวชนานถึง 30 พรรษา และมาบวชรอบนี้อีก 1 พรรษา" อดีตเจ้าอาวาสวัดขุมข้าว กล่าว