จะเห็นได้ว่าคาดการณ์เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลต่ำสุด อยู่ที่ราวๆ 200 เสียง ยังไม่ถึง 250 เสียง จึงต้องหวังพึ่งพรรคเกิดใหม่ และพรรคที่รีแบรนดิ้งใหม่ ซึ่งคาดว่าพรรคกลุ่มนี้จะไม่ร่วมกับฝั่งพรรคเพื่อไทย เพราะจะถูก "คนแดนไกล" ชักใย และจะมีสภาพเป็นเพียง "พรรคไม้ประดับ" ไม่สามารถได้ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล
คาดการณ์จำนวน ส.ส.พรรคเกิดใหม่ และพรรครีแบรนดิ้งใหม่ โดยเป็นจำนวนต่ำสุดที่เป็นไปได้เช่นกัน
พรรครวมไทยสร้างชาติ ประมาณ 20-25 เสียง
พรรครวมพลัง ประมาณ 5-10 เสียง
พรรคกล้า พรรคสร้างอนาคตไทย พรรคไทยสร้างไทย พรรคไทยภักดี รวมกันน่าจะได้ประมาณ 30-50 เสียง
สำหรับพรรคเกิดใหม่หลายๆ พรรค ประกาศว่าไม่สนับสนุน "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ทำให้มีการเตรียมตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเป็นทางเลือกสำรองเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ และหากคะแนนของพรรครวมไทยสร้างชาติ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐ ได้ไม่ดีพอ ก็จะหลบไม่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ
เพื่อเปิดทางให้บรรดาพรรคเกิดใหม่มาร่วมจับมือตั้งรัฐบาลกับขั้วการเมืองนี้ได้ โดยเสนอหัวหน้าพรรคการเมืองอื่น เช่น หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือประชาธิปัตย์ หรือรายชื่ออื่นที่พลังประชารัฐจะเสนอ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน
สำหรับ 5 ปัจจัยชี้ขาดที่ส่งผลถึงคะแนนเลือกตั้ง เท่าที่มีการประเมินออกมา ได้แก่
1.ภาพลักษณ์ของรัฐบาล และตัวนายกรัฐนมตรี นับจากนี้ถึงวันเลือกตั้ง ว่าจะสามารถฟื้นคะแนนนิยมได้แค่ไหน
2.ผลงานที่จะออกมาพลิกเกมหลังจากนี้ ซึ่งอาจมาจากการปรับ ครม.หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย
3.นโยบาย "ปลดล็อกกัญชา" สำเร็จหรือล้มเหลว เพราะจะเป็นปัจจัยหนุนพรรคภูมิใจไทย หากกระแสปลดล็อกกัญชายังแรง และสร้างรายได้ให้ประชาชนรากหญ้าได้จริง ก็มีโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะได้ ส.ส.เพิ่มขึ้น อาจทะลุถึง 100 คน ซึ่งก็จะทำให้จำนวน ส.ส. รวมของขั้วการเมืองนี้เพิ่มขึ้นด้วย
4.สภาวะแวดล้อมเอื้ออำนวยหรือไม่ เช่น ภาวะเศรษฐกิจหลังจากนี้ โลกจะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ ทิศทางอัตราเงินเฟ้อจะเป็นอย่างไร สงครามรัสเซีย-ยูเครน จะขยายวงหรือยื้ดเยื้อแค่ไหน รวมไปถึงราคาพลังงาน ตลอดจนแผนรับมือ และนโยบายประชานิยมที่จะลงไปอีกครั้งหลังงบประมาณผ่าน
5.กติกาการเลือกตั้ง จะยังคงเป็นสูตรหาร 500 อยู่หรือไม่ ซึ่งก็ต้องรอลุ้นผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.